วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ความโกรธ (โกธะ) : ลัทธิทหารและความอยุติธรรม

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภทนิยม" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ดังนี้

กิเลสตัวที่จะพิจารณาต่อไปก็คือ ความโกรธ ซึ่งมีไวพจน์อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความเกลียดชัง การบันดาลโทสะ ความมุ่งร้าย และความคับแค้น ฯลฯ ซึ่งเป็นตัวยืนยันให้เห็นถึงความแพร่หลายของกิเลสตัวนี้ เมื่อเราโกรธเราหวังจะต่อต้านทำลาย ทำให้เจ็บปวด หรือไม่ก็เข่นฆ่า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นแค่ยุงตัวน้อยๆ หรือเพื่อนหัวโจกในห้องเรียนชั้นสาม ผู้คนในสังคมที่เราไม่ชอบขี้หน้า หรือศัตรูทางการเมือง เมื่อเรามองเห็นผู้คนเป็น "ผู้อื่น" และตัดสินว่าเราไม่ชอบ "พวกเขา" เนื่องจากแตกต่างไปจากเรา เนื่องจากเขามีบางอย่างที่เราต้องการ หรือว่าเรามีความสุขกับการขู่เข็ญ หรือได้รับความตื้นเต้นเมามันจากการทำอย่างนั้น แล้วเราก็แสดงความโกรธออกมาอย่างเปิดเผย

ในด้านสังคม ความโกรธจะแสดงตัวออกมาทางลัทธินิยมทหาร ในรูปของกองทัพ ความลับทางราชการ อุตสาหกรรมการผลิตอาวุธสงคราม ดาวเทียมสอดแนม พลังงานนิวเคลียร์ (ไม่เคยเป็นไปเพื่อสันติ) การรวมศูนย์ทางสาธารณูปโภค และเครื่องมือด้านความมั่นคงแห่งชาติในนามของรัฐชาติสมัยใหม่ เราได้สร้างสถาบันและเทคโนโลยีเหล่านี้ในนามของการป้องกันตนเองจาก "ผู้อื่น" แต่ในความเป็นจริงมันถูกใช้ไปเพื่อความก้าวร้าวและมีแรงจูงใจมาจากความโกรธ สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับทุกประเทศและถูกช่วงใช้ไปเพื่อต่อต้านต่อผู้คนพลเมืองที่สถาบันเหล่านี้อ้างว่าจะปกป้องดูแล

"เดี๋ยวนี้เราจึงทำอะไรได้ในเรื่องอิเลคทรอนิกส์ เรื่องอวกาศ เรื่องปรมาณู เรื่องต่างๆ แล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุด ยังจะทำได้อีกมาก ซึ่งล้วนแต่ส่งเสริมให้เป็นประโยชน์แก่กิเลส ของบุคคลที่คิดแต่จะครองโลกด้วยกันทั้งนั้น"

ประชาชนรู้ว่าโครงสร้างแห่งลัทธิทหารนั้น โดยประวัติศาสตร์แล้วเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิดกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในโลกสมัยใหม่แห่งทุนนิยมและด้วยโครงสร้างทางการเมืองสมัยใหม่ ล่าสุดไม่ว่าจะขวาหรือซ้าย ลัทธินิยมทหารทั้งในนามแห่งชาติแห่งภาคพื้นทวีปหรือแห่งโลก เช่น องค์การนาโต้ หรือการร่วมมือทางทหารอย่างเงียบๆ ของอาเซียน ทั้งหมดนี้เป็นการประกาศตัวอย่างชัดแจ้งของความโกรธเชิงโครงสร้าง

ความโกรธเชิงโครงสร้างยังมาโผล่อยู่ในสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ระบบยุติธรรม" ซึ่งหลายประเทศนำมาใช้ในการตรวจสอบและลงโทษผู้ที่ปราศจากอำนาจ ในหลายกรณีที่ผู้ถูกลงโทษเหล่านั้นเป็นคนยากจน เป็นชนกลุ่มน้อย และเป็นผู้หญิง ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ถ้าผู้ชายฆ่าภรรยาของเขาตาย อย่างมากภายในเวลาห้าปีเขาก็จะถูกปล่อยตัวออกมา แต่ถ้าผู้หญิงฆ่าสามีของเธอ เธอจะต้องถูกจำคุกถึงยี่สิบปี แม้ว่าตลอดมาเธอจะทรมานจากการถูกทุบตีจากสามีเป็นเวลาแรมปีก็ตาม มากไปกว่านั้น ระเบียบการปฏิบัติอันหยาบคายของศาลและตำรวจต่อคนผิวดำก็ไม่สมควรอย่างสิ้นเชิงกับอาชญากรรมที่เขาก่อขึ้น สิ่งนี้น่าจะเรียกเสียใหม่ว่า "ความอยุติธรรม"

ในสหรัฐอเมริกา ระบบอยุติธรรมนี้ได้พุ่งเป้าไปที่การลงโทษผู้กระทำผิดทางกฎหมายมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าคุกจะเป็นการลงทุนที่แพงที่สุดและมีประสิทธิภาพน้อยที่สุดในการยับยั้งอาชญากรรม และที่ยิ่งแย่เข้าไปอีกคุกในอเมริกาและอังกฤษหลายแห่ง กำลังเปิดให้เช่าแรงงานจากนักโทษ และเก็บค่าเช่าเข้ากระเป๋าตัวเอง ดูเหมือนว่าระบบค้าทาสได้หวนกลับมาสู่ "ดินแดนแห่งเสรี" อีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าคนบางฝ่ายในประเทศนี้กำลังฟ้องร้องชาวจีนว่าใช้แรงงานนักโทษอยู่ก็ตาม

ถึงแม้จะมีความก้าวหน้าอยู่บ้างในศตวรรษที่ผ่านมานี้ อย่างน้อยก็บางประเทศที่มีกระบวนการเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนและเรื่องชนกลุ่มน้อย แต่ความอยุติธรรมก็ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะฝังลึกลงไปอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้นในสิ่งที่เรียกกันว่าประชาธิปไตย หรือเป็นสินค้าส่งออกในนามประเทศกำลังพัฒนา แต่ตราบใดที่ "ความยุติธรรม" ยังวางอยู่บนพื้นฐานแห่งการลงโทษทัณฑ์ มันก็คือ การแก้แค้นพยาบาท และโครงสร้างของความโกรธก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความเกลียดชัง (โทสะ) : ลัทธิเหยียดผิวสี ชนชั้นวรรณะ และลัทธิอภิสิทธิ์ชน" โปรดติดตามครับ

เอกสารอ้างอิง
: อริยสัจจ์สี่ห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล

ลิงค์หรือบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับบทความตอนนี้

หนังสือหรือสื่อความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในบทความนี้

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภคนิยม

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภคนิยม" ดังนี้

เริ่มด้วยโลภะ เมื่อกิเลสตัวนี้ฝังแน่นเข้าไปในโครงสร้างทางสังคม ผลสุดท้ายที่จะได้รับก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า ทุนนิยม นักทฤษฎีทุนนิยมที่มีชื่อเสียงอ้างว่าความอยากได้หรือโลภะเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุนี้ ทุนนิยมจึงเป็นแค่ชื่อหนึ่งของความโลภที่ก่อตัวเป็นโครงสร้างหรือสถาบันหลักทางสังคม เมื่อเราเป็นเด็กเราถูกสอนให้ใช้ชีวิตตามแนวคิดแบบทุนนิยม เราถูกสอนให้อยากได้และแข่งขัน นั่นคือสอนให้เห็นแก่ตัว ผลที่ติดตามมาคือ ความโลภที่เกิดขึ้นอย่างธรรมดาๆ ในแต่ละบุคคลก็ผสมปนเปเข้ากับความโลภทางโครงสร้างที่แวดล้อมพวกเราอยู่ จึงทำให้ปัญหาทั้งในระดับส่วนตัวและระดับสังคมยากต่อการรับมือหรือแก้ไขมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นทั่วโลก โลกที่ลัทธิทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำเพียงหนึ่งเดียว แม้แต่ที่รู้จักกันดีอย่าง กลุ่มประเทศสังคมนิยม ก็กำลังปรับยุทธวิธีของทุนนิยมมาใช้

ลัทธิทุนนิยมสมัยใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และ ยุคสมัยแห่งการพัฒนา ได้รับเอาความโลภเชิงระบบมาดำเนินการสืบต่อไป ดังนั้น ผลพวงที่คลอดตามกันออกมาก็คือ ลัทธิบริโภคนิยม มาถึงตรงนี้ จึงทำให้บทบาทของทรัพย์สินส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องที่เด่นชัดขึ้นเต็มที่ ขณะเดียวกัน คนชั้นสูงหยิบมือหนึ่งก็ยังคงเกาะกุมอำนาจแห่งต้นทุนของสังคมและวิธีการผลิตเอาไว้ ผู้คนส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงด้วยมายาคติแห่งโครงสร้างทางสังคมที่ประกอบด้วยความโลภ ให้ลุ่มหลงกับการสั่งสมส่วนเกินแห่งสินค้า ให้ไล่ตามความสุขสบายทางเนื้อหนังและความมั่นคงปลอดภัย นั่นเพราะว่าพวกเขามีสิทธิ์อำนาจในการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทรัพย์สมบัติมากจนเกินไป จนไม่เห็นว่าคนอื่นๆ ต่างหากที่เป็นเจ้าของสังคม และในหลายกรณีที่ยังมีคนอื่นมาเป็นเจ้าของพวกเขาอีกทีหนึ่ง

มิหนำซ้ำ การท่องเที่ยวยังขายวัฒนธรรม ขายศิลปะ อาหาร ชายหาด สิ่งแวดล้อม และประชากรโลกขายออกไปเหมือนกับสินค้าที่มีไว้เสพไว้บริโภค แทนที่จะรักษาไว้เป็นทรัพยากรของคนทั้งหมดเพื่อประโยชน์แห่งความอยู่ดีกินดี เพื่อประโยชน์แห่งความเข้าใจต่อกัน ความสามัคคี ความสุข ความสงบสันติ ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกซื้อขาย แบ่งแยก และถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้กลไกตลาด พลเมืองท้องถิ่นถูกตัดสินว่าไร้ศักยภาพที่จะจัดการกับทรัพยากรอันสำคัญดังกล่าว พวกเขามีสิทธิ์ก็แค่ได้เข้าทำงานเป็นเด็กซักรีด เด็กเดินโต๊ะ คนขับเท็กซี่ หรือไม่ก็เป็นตัวแสดง ปาหี่วัฒนธรรมตามรสนิยมของผู้บริโภคที่อยู่ในคราบนักท่องเที่ยว

ในระบบดังกล่าว ลำพังปัจเจกชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนจะมองหาแต่เพียงวิธีการขจัดความโลภในระดับส่วนตัว คงไม่พอเสียแล้วกระมัง หากเขาต้องทำงานร่วมกันเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแห่งความโลภ ไปสู่ระบบที่ปราศจากความโลภ อาจเป็นไปได้ที่ปัจเจกชนบุคคลจำเพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะสามารถกำจัดความโลภภายในตัวเองออกไปเสียได้ แต่พวกเขาก็ต้องพึ่งพิงและมีส่วนร่วมอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความโลภเชิงโครงสร้าง ส่วนพวกเราที่เหลือผู้ที่ไม่ได้เก่งกล้าสามารถด้านจิตวิญญาณ อาจจะถูกเอาเปรียบรังแก ถูกต้มตุ๋น หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือด้วยความโลภที่ห้อมล้อมอยู่ทุกทิศทาง เราอาจจะต้องพบกับความลำบากอย่างสาหัสในการไล่มันออกไป แต่แน่นอนที่สุด เราต้องทำ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะนิ่งดูดายไม่ปกป้องคุ้มครองตัวเรา เพื่อนของเรา และยุวชนรุ่นหลังของเรา

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความโกรธ (โกธะ) : ลัทธิทหารและความอยุติธรรม" โปรดติดตามครับ

แนะนำความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในบทความนี้

หนังสือเกี่ยวกับธรรมะหลายเล่มที่ท่านสามารถค้นหาได้ที่นี่

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ดังนี้

ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำสอนทางพุทธศาสนาที่ละเอียดลึกซึ้งในเรื่องกิเลส อัตตา อุปาทาน และสาเหตุอื่นๆ แห่งความทุกข์นั้นเป็นเครื่องมือซึ่งมนุษย์ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะออกไปจากความยุ่งยากนี้ ขอพวกเรามาประยุกต์คำสอนเหล่านี้กลับไปสู่รากเหง้าของปัญหาสังคม กลับไปสู่รูปแบบอันหลากหลายแห่งทุกข์ทางสังคมที่ปรากฎอยู่ ในข้อเขียนนี้ข้าพเจ้าจะพยายามทำด้วยเช่นกันโดยมีพื้นฐานอยู่ในทัศนะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยทำไว้

โลกทัศน์ง่ายๆ ที่ใช้ตรวจสอบสาเหตุและรากเหง้าแห่งทุกข์ของสังคมก็คือ "ความเห็นแก่ตัว" เมื่อเราวิเคราะห์ความทุกข์ในส่วนบุคคลโดยใช้หลักปฏิจจสมุปบาท (การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) เราจะเห็นว่าทั้งหมดนั้นมันเกี่ยวเนื่องอยู่กับวิธีคิดที่ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือความเห็นแก่ตัวของเรานั่นเอง ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราตรวจสอบปัญหาสังคม เราก็พบว่ามันมีรากเหง้าอยู่ในความเห็นแก่ตัวของสังคมหรือสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่า "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ในที่นี้ความเห็นแก่ตัวหมายถึง การเป็นห่วงกังวลอยู่แต่เรื่องของตัวเอง ครอบครัวของตัวเอง หรือกลุ่มของตัว (บริษัท ชนชั้น ศาสนา ผิว เชื้อชาติ หรือสโมสรกีฬา) คนเช่นว่านี้จะไม่ใส่ใจต่อความจำเป็นและความเป็นอยู่ของผู้อื่น หรือแม้แต่ไปไกลถึงขนาดเจตนาทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดเมื่อถึงคราวไม่สามารถควบคุมความเห็นแก่ตัวได้ การวิเคราะห์ทางพุทธศาสนาเห็นว่า ความเห็นแก่ตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากตัณหา (ความอยาก) และอุปาทาน ความยึดมั่นว่ามี "ตัวฉัน" หรือ "อัตตา" เป็นผู้อยาก สื่งนี้เหล่านี้ทำให้เกิดการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว และภาวะทางจิตที่เต็มไปด้วยตัวตนที่เห็นแก่ตัว ความเกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นเหตุปัจจัยนี้ เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นในระดับส่วนรวมในลักษณะของตัณหาความอยากซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในสังคมของเรา รูปแบบที่แน่นอนของความยึดมั่นถือมั่นจึงเกิดขึ้นในโครงสร้างทางสังคม เรามีเอกลักษณ์ร่วมกันระดับหนึ่งต่อผิวสี ภาษา ศาสนา ประวัติศาสตร์ ลัทธิ และอื่นๆ เราได้กำหนดตัวตนขึ้นมาแล้วเราเห็นแก่ตัวในระดับตัวตนร่วมนั้น ซึ่งบางครั้งเราเรียกขานกันในนาม "ผลประโยขน์แห่งชาติ" ผลประโยชน์แห่งชนชั้น หรือผลประโยชน์อะไรก็ตามแล้วแต่จะอ้าง สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิด "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะตรวจสอบค้นหาร่วมกันที่นี่

คำที่มีความหมายเดียวกันกับ "ความเห็นแก่ตัว" ในภาษาบาลีก็คือคำว่า "กิเลส" (ความสกปรกโสโครกที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองและสูญเสียความบริสุทธิ์) ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถหยิบยกเอากิเลสแม่บทที่เราต้องสืบสวนและถอนรากเหง้าในการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา มาใช้ในการตรวจสอบโครงสร้างทางสังคมได้เช่นกัน สิ่งนี้ทำให้เราสะดวกมากขึ้นและยังเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์อันทรงพลัง อีกทั้งยังมีพื้นฐานด้านจิตวิญญาณและศีลธรรม

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภทนิยม" โปรดติดตามครับ

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "พุทธยาน" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์" ดังนี้

ข้าพเจ้าอยากวิเคราะห์อริยสัจจ์สี่แต่ละข้อสืบไป ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อวิสัยทัศน์แห่งธัมมิกสังคมนิยม ทว่าจะไม่ลงลึกในรายละเอียดของการวิเคราะห์สาเหตุด้านในของความทุกข์ แม้ว่าสิ่งนี้จะมีการกล่าวถึงอยู่เนืองๆ เพราะจุดมุ่งหมายของเราในที่นี้ คือ ๑) ทุกข์ของสังคม ๒) สาเหตุแห่งทุกข์ของสังคมหรือของส่วนรวม ๓) คือสิ่งที่รู้จักกันในนามธัมมิกสังคมนิยม ซึ่งเป็นที่ที่ความทุกข์ถูกกำจัดหรืออย่างน้อยก็ทำให้เหลือน้อยลง และ ๔) หนทางที่เราสามารถเดินไปด้วยกันเพื่อประจักษ์แจ้งต่อธัมมิกสังคมนิยม หรือสิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "ธัมมิกสังคมนิยม" อย่างไรก็ตาม เครื่องมือพื้นฐานในการวิเคราะห์ก็ยังคงเป็นอันเดิมไม่ว่าในแง่มุมแห่งทุกข์จะถูกกล่าวถึงในแง่ไหน

เพื่อที่จะสำรวจเข้าไปในอริยสัจจ์ข้อแรกของสังคม ข้าพเจ้าอยากจะทบทวนรูปแบบบางด้านของความทุกข์ทางสังคมอย่างสั้นๆ โดยการสันนิษฐานว่าทุกคนที่นี่ต่างก็คุ้นเคยกับปัญหาเหล่านี้ แม้จะไม่ลึกลงไปในรายละเอียดมากนัก แต่อย่างน้อยเราก็ยังคงต้องสัมผัสถึงบางส่วนของความทุกข์ ก่อนที่จะเข้าไปสู่สาเหตุของมันเพราะการทำอย่างนี้ จะทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่าการประกาศตัวแห่งความทุกข์ในหลายๆ ลักษณะนั้น มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างไร (อิทัปปัจจยตา)

ตลอดข้อเขียนชิ้นนี้ เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่เราเรียกว่า "ปัญหาทางสังคม" นั้นไม่สามารถแยกออกจากสิ่งที่เรียกว่า "ทุกข์ส่วนบุคคล" อันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างความทุกข์ที่แสดงตัวอยู่ในตัวเราในฐานะปัจเจกชนซึ่งส่งเสริมและร่วมกันก่อปัญหาต่อสังคมส่วนรวมที่เราสังกัดอยู่ และในทางกลับกัน ก็จะเห็นว่าโครงสร้างทางสังคมที่แสดงตัวอยู่ในปัญหาของส่วนรวมนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเราในหลายๆ ทางอย่างไร ดังนั้นมันจึงส่งเสริมให้เกิดความทุกข์ภายในส่วนตัวบุคคล อย่างที่กำลังกัดกร่อนพวกเราอยู่ แม้ว่าเป้าหมายของข้อเขียนนี้จะพูดถึงความทุกข์พื้นฐานทางสังคม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือมีความสำคัญมากไปกว่า "ความทุกข์ของปัจเจกบุคคล"

ปัญหาที่โดดเด่นและกำลังระบาดอยู่ทั่วทั้งโลก คือ ลัทธิบริโภคนิยม อันเป็นชุดหนึ่งของปัญหาที่สามารถจัดกลุ่มอยู่ภายใต้หัวข้อปัญหาศีลธรรม วัฒนธรรมและคุณค่า เมื่อผู้คนไม่สามารถยืนอยู่บนปัญญาวัฒนธรรมและประสบการณ์ของตัวเขาเองได้อีกต่อไป แต่มัวไปแสวงหาความสุขและความพอใจในสิ่งที่เป็นวัตถุทีผลิตและโฆษณาโดยวัฒนธรรมแห่งการบริโภค สิ่งนี้จึงสร้างปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย เช่น การล่มสลายของชุมชน เป็นต้น เมื่อแต่ละครอบครัวต่างพุ่งเป้าเฉพาะไปที่ความสุขสบายส่วนตัวและความอยากได้ในสินค้ามากเท่าไร พวกเขาก็จะมีความปรารถนาในการให้เวลาและความพยายามที่จะดำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบและความผูกพันธ์ฉันท์มิตร ซึ่งเป็นตัวหล่อเลี้ยงสนับสนุนความเป็นชุมชนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น เราจึงพบว่าการล่มสลายของชุมชนจะมาพร้อมๆ กับการแพร่ขยายของลัทธิบริโภคนิยมและลัทธิอุตสาหกรรม ความเสื่อมโทรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หากยังดำเนินต่อไป จากระหว่างครอบครัวต่อครอบครัว ก็รุกรานเข้าไปสู่บุคคลที่อยู่ภายในครอบครัวเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ระดับของความเป็นปัจเจกเพิ่มสูงเกินไปจนหมกมุ่นครอบงำ ผู้คนดังกล่าวก็ไม่สามารถหล่อเลี้ยงความผูกพันภายในครอบครัวไว้ได้ หรือทำได้ก็แต่เพียงผิวเผินเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในสังคมสมัยใหม่ปัจเจกชนทั้งหลายซึ่งตกหลุมพรางแห่งความเป็นปัจเจกสุดขั้ว (Hyper-individuality) กำลังทรมานกับความแปลกแยกที่เพิ่มมากขึ้นทุกที ซึ่งไม่เฉพาะกับครอบครัวหรือชุมชนเท่านั้น แต่แปลกแยกแม้กระทั่งร่างกายและความรู้สึกของตัวเอง

การบริโภคอย่างโอหังบังอาจที่คิดว่า เราสามารถเป็นเจ้าของหรือควบคุมธรรมชาติได้นั้น ทำให้พวกเราแปลกแยกจากโลกแห่งธรรมชาติ อันเป็นผืนโลกที่เราถือกำเนิดและเป็นโลกที่เราไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้ ความแปลกแยกทางจิตใจ ทางอารมณ์และทางจิตวิญญาณนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างมหาศาล เช่น ปัญหามลพิษ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัญหาการสาบสูญไปของสัตว์ป่าและผืนป่าที่ยังไม่ได้บุกเบิก ปัญหาประชากรล้นโลก ปัญหาความน่าเกลียดสกปรกของเมืองและชานเมือง ปัญหาการสูญเสียเผ่าพันธุ์และความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังและเกี่ยวโยงกับปัญหาเหล่านี้ก็คือ โลกทัศน์ที่มองสรรพสิ่งเป็นแต่เพียงผลประโยชน์ชั่วแล่นหรือมองเห็นเฉพาะคุณค่าทางด้านวัตถุเท่านั้น และบ่อยครั้งที่จะเห็นเป็นแค่เม็ดเงิน อย่างเช่น เมื่อป่าไม้ถูกมองเห็นเป็นเพียงแผ่นกระดาษเป็นธนบัตร มนุษย์กลายเป็น "ผู้บริโภค" ซึ่งหมายถึง ต้องสอดคล้องกับอำนาจซื้อที่มีอยู่ อันเป็นรายได้มหาศาลที่ถูกขูดรีดเอาไป ด้วยกระบวนการลดทอนคุณค่าของมนุษย์เช่นนี้ เราจึงถูกทำให้แปลกแยกทางจิตวิญญาณซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งเป็นปัญหาอันมหึมาที่แสดงตัวในรูปความล่มสลายของศาสนาและศีลธรรมในปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่พุทธศาสนา

ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกันคือ ความไร้สมรรถภาพของการศึกษาในการบ่มเพาะศีลธรรมและคุณค่าทางศาสนธรรมให้แก่มนุษย์ ซึ่งปรากฏในรูปขยะความรุนแรงอันไร้ความยั้งคิดซึ่งขาดคุณค่าด้านมนุษยธรรมท่วมท้นอยู่เต็มไปหมดตามจอโทรทัศน์และสนามบิน การปราศจากความโปร่งใส ขาดความซื่อสัตย์ ขาดการตรวจสอบ และการไร้ความเป็นผู้นำทางการเมือง ผู้คนจำนวนหนึ่งที่ทำเงินก้อนมหาศาลจากตลาดการเงิน หากไม่ผลิตอะไรเลยพอที่จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แต่กลับดูดซับเอาทรัพยากรเป็นจำนวนมหาศาลโดยผ่านการเก็งกำไรจากการซื้อขายหุ้น การซื้อขายเงินตราล่วงหน้า พันธบัตร ราคาสินค้า และอีกหลายรูปแบบที่รู้จักกันในนามการลงทุน การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของคนพื้นเมืองในหลายๆ พื้นที่ ความรุนแรงและความอยุติธรรมทางเพศ และอีกมากมายเหลือคณานับ

โปรดติดตามตอนต่อไป "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว"

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน พุทธยาน

จากตอนที่แล้วได้กล่าวถึง "เค้าโครงแห่งอริยสัจจ์สี่" ตอนต่อไปนี้จะกล่าวถึง "พุทธยาน"

พุทธยาน

ในทำนองเดียวกันเราก็ต้องหลีกเลี่ยงความอวดดีของ "มหายาน" และความคับแคบของ "หินยาน" ด้วย วิธีคิดอันคับแคบของหินยานที่สนใจเฉพาะเรื่องการหลุดพ้นเฉพาะตนเฉพาะปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องที่ไม่ใช่พระพุทธประสงค์อย่างแน่ชัด ถ้าใครศึกษาคัมภีร์บาลีในเถรวาท จะเห็นได้ชัดว่าพระพุทธองค์นั้นสนใจผูกพันกับความทุกข์ของสรรพสัตว์ รวมทั้งความทุกข์ของพระองค์เองและความทุกข์ของทุกคนที่แวดล้อมพระองค์ตั้งแต่วันที่พระองค์เสด็จออกผนวช อีกด้านหนึ่ง เราต้องหลีกเลี่ยงความอวดโอ่ในจุดยืนของฝ่ายที่เรารู้จักกันดีคือ "มหายาน" ที่คิดว่า "ฉันกำลังแก้ไขความทุกข์ให้ผู้อื่น" แทนที่จะทำอย่างนั้นข้าพเจ้าขอเสนอว่า เราควรทำตามมรรควิธีของพุทธยาน

พุทธยานไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่าง "ทุกข์ของฉัน" หรือ "ทุกข์ของท่าน" หรือ "ทุกข์ของพวกเขา" ทว่าพุทธยานค้นหาหนทางในการขจัดและดับทุกข์ที่ไหนก็ตามที่มันเกิดขึ้น พุทธยานไม่ได้อ้างว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาของผู้อื่น แต่พุทธยานนั้นปรารถนาที่จะรับใช้ เกื้อหนุน ส่งเสริมและช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อที่พวกเขาจะสามารถแก้ไขปัญหาของพวกเขาเอง พุทธยานทำหน้าที่ในระดับที่เป็นเพื่อนร่วมงานและเป็นกัลยามิตร

ประการที่สอง พุทธยานดระหนักว่าเพื่อที่จะไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์และแก้ปัญหาเหล่านี้ เราต้องจัดการกับสาเหตุรากเหง้าของมัน เราต้องสืบสวนอย่างลึกซึ้งรอบคอบ กระทั้งเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า อะไรคือสาเหตุรากเหง้าสำคัญแห่งทุกข์ทั้งภายในและภายนอก ทั้งปัญหาในระดับบุคคลส่วนตัวเราเองและปัญหาระดับสังคมส่วนรวม เราไม่สามารถหยุดอยู่แค่การวิเคราะห์ที่ผิวเผินซึ่งครอบงำพวกเราอยู่ ทั้งฝ่ายนักเคลื่อนไหวทางสังคมและฝ่ายปฏิบัติการจริงด้านศาสนา

ประการที่สาม พุทธยานวางอยู่บนความเคารพต่อพื้นฐานแห่งกฎอิทัปปัจจยตา (ความเป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน) และสุญญตา (ความว่างจากตัวตน) อิทัปปัจจยตาคือความจริงที่ว่าธรรมะและปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงต่างก็ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของปรากฏการณ์อื่น และต่างก็เชื่อมต่อและสัมพันธ์กัน โดยผ่านเครือข่ายโยงใยอันกว้างใหญ่แห่งการดำรงค์อยู่ร่วมกันหรือการเป็นเงื่อนไขต่อกัน เมื่อมีเครือข่ายอันกว้างใหญ่แห่งการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกันนี้ เราจะพบว่าไม่มีธาตุแท้หรือตัวตนใดดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระลำพังตัวมันเองหรือของมันเอง นี่คือความเป็นจริงของความว่าง ในจักรวาลแห่งการพึ่งพิงและการตกเป็นเงื่อนไขของกันและกันนี้ จะไม่มีธาตุแท้หรือตัวตนใดๆ ที่เป็นอยู่อย่างเอกเทศ นี่รากฐานของพุทธยาน จากพื้นฐานทัศนคติอันนี้ ความคิดเชิงทวินิยมทั้งหลายที่แบ่งแยกความแตกต่างระหว่าง "ทุกข์ของฉัน" หรือ "ทุกข์ของเขา" หรือระหว่างการช่วยเหลือตัวเองกับการช่วยเหลือผู้อื่นก็จะหมดไป

ดังนั้น ตลอดข้อเขียนชิ้นนี้ นอกจากจะมีเค้าโครงอริยสัจจ์สี่เป็นพื้นฐานแล้ว ก็จะมีหลักอิทัปปัจจยตาและสุญญตาควบคู่กันไปด้วย เพื่อมิให้พลาดท่าสูญเสียความหมายแห่งพุทธศาสนาที่แท้จริงไป

โปรดติดตามอริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยมต่อไปในตอน "การประการตัวทางสังคมของความทุกข์"

ลิงค์หรือบทความที่น่าสนใจ
จูฬสุญญตสูตร

หนังสือที่น่าสนใจ
มีหลายเล่มให้เลือกดูในเว็บนี้

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน เค้าโครงแห่งอริยสัจจ์สี่

เค้าโครงแห่งอริยสัจจ์สี่

เค้าโครงพื้นฐานของข้อเขียนชิ้นนี้อยู่ในรูปของอริยสัจจ์สี่ เนื่องจากท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้ใช้อริยสัจจ์สี่เป็นเค้าโครงพื้นฐานในการแสดงความคิดของท่านอยู่เสมอ ดังนั้นข้าพเจ้าจะพยายามทำในสิ่งเดียวกัน การทำอย่างนี้เราจะได้รับประโยชน์หลายทางทีเดียว ประการแรก จะทำให้เราอยู่ในร่องในรอยและมุ่งตรงไปยังเป้าหมายของพระพุทธศาสนานั่นคือ การดับทุกข์ การตั้งเป้าไปยังหน้าที่พื้นฐานของพุทธศาสนา จะป้องกันเราจากการพลัดหลงไปสู่จุดประสงค์อื่นที่เป็นเรื่องรองออกไป ซึ่งมักเกิดขึ้นอยู่เสมอรวมทั้งในหมู่พวกเราเอง ซึ่งเป็นชาวพุทธที่ทำงานเพื่อสังคม (Engaged Buddhists) ประการที่สอง อริยสัจจ์สี่เป็นคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงประดิษฐ์คิดค้นขึ้นอย่างประณีตแยบคาย เพราะฉะนั้น การใช้วิธีนี้จึงทำให้เรามีพื้นฐานอยู่ในความคิด ประสบการณ์ และคำสอนของพระพุทธองค์โดยตรง มากไปกว่านั้น อริยสัจจ์สี่เป็นเค้าโครงที่สมบูรณ์ เข้าใจได้ง่าย และยังครอบคลุมแง่มุมที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ปัญหาหรือความจริงใดที่เราเผชิญหน้าอยู่ อย่างเช่น การค้นพบแห่ง ธัมมิกสังคม ที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน อีกทั้งเป็นเค้าโครงที่ตั้งอยู่บนเหตุผล ซึ่งพวกเราสามารถคิดค้น สืบสวน และวิเคราะห์เข้าไปในรายละเอียดอันลึกซึ่งเท่าที่เราต้องการ และอริยสัจจ์สี่นั้นเป็นไปตามกฏเกณฑ์ ทนต่อการพิสูจน์ และยังมีรากเหง้าเดิมอยู่ในประสบการณ์ของมนุษย์ ประการสุดท้าย สรรพชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้นต่างก็มีความทุกข์เสมอหน้ากันทั่วทั้งสากลจักรวาล

ถึงแม้พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคำสอนอันนี้ ทว่าต่อพวกเราบางคนอาจจำเป็นที่จะต้องประเมินกันอีกครั้งหนึ่งว่า เราเข้าใจอริยสัจจ์สี่ในฐานที่เป็นวิธีการของพุทธศาสนาในการแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ ในการทำอย่างนี้ท่านได้เขียนเสียใหม่และสรุปไว้เป็นสำนวนสั้นๆ ในรูปของคำถามเหล่านี้

ตัวปัญหาคืออะไร.....คืออะไร?

สาเหตุของมันคืออะไร.....จากอะไร?

เป้าหมายหรือความดับของมันคืออะไร.....เพื่ออะไร?

เราจะมีวิธีการไปสู่เป้าหมายนั้นอย่างไร.....โดยวิธีใด?

อริยสัจจ์ข้อแรก ชี้ให้เราเห็นถึงปัญหา ว่ามีปัญหาซึ่งเรียกร้องให้เราอยู่ในฐานะเป็นหน้าที่ของมนุษย์และฐานะเป็นชาวพุทธที่ทำงานเพื่อสังคม ประการที่สอง ปัญหาแต่ละปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีเหตุและเป็นปัจจัย หากเราต้องแก้ไขให้ลุล่วงไป สิ่งนี้ก็ต้องมีการสำรวจสืบค้นและทำความเข้าใจกันต่อไป ประการที่สาม ที่สุดแล้วปัญหาเหล่านี้มีจุดจบ หมายถึง มีภาวะหรือความเป็นจริงซึ่งสามารถเข้าถึงในการทำให้ปัญหานั้นไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป บางครั้งท่านอาจารย์พุทธทาสพูดถึงสิ่งนี้ว่าเป็นเป้าหมายของปัญหา ตัวอย่างเช่น เป้าหมายของความทุกข์จะชี้ให้เราเห็นว่า ภาวะและความเป็นจริงแห่งความสิ้นทุกข์นั้นมีอยู่ นั่นคือ พระนิพพาน และประการที่สี่ คือ วิถีทางที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้ลุล่วงไป ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เราต้องปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในการถอดถอนปลดเปลื้อวสาเหตุของปัญหาเหล่านั้น เพื่อที่จะประจักษ์แจ้งต่อจุดสิ้นสุดของปัญหา

แม้พวกเราซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับเค้าโครงนี้ แต่ด้วยความเคยชินจึงเกิดการบิดเบือนขึ้น อย่างบางคนไปเจาะจงเป็นเฉพาะบุคคลมากเกินไป ขณะที่บางคนเห็นเป็นนามธรรมหรือครอบจักรวาลมากไป ในการตอบคำถามนี้ ข้าพเจ้ามีข้อเสนอแนะเล็กน้อยเพื่อช่วยให้พวกเราสามารถใช้เค้าโครงของอริยสัจจ์สี่อย่างถูกต้อง อย่างในพระสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าเป็น ความทุกข์ของฉัน หรือ ความทุกข์ของเขา แต่ตรัสว่า ความทุกข์นั้นมีอยู่ เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักในข้อเท็จจริงนี้และไม่เจาะจงเป็นตัวบุคคลมากเกินไป กระทั่งกลายเป็นเรื่อง ความทุกข์ของฉัน และ การกำจัด ความทุกข์ของฉัน พุทธศาสนิกชนหลายท่านตกอยู่ในหลุมพรางอันนี้ นี่คือเหตุผลพื้นฐานว่าทำไม เขาจึงไม่สนใจยุ่งเกี่ยวกับความทุกข์อันมากมายที่ห้อมล้อมเขาอยู่ทั้งโลก ข้อสังเกตอันนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมหลายคนที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท จึงจมอยู่กับการปฏิบัติเฉพาะแต่ตัวเขาเอง โดยปราศจากการเข้าร่วมในความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของสังคม

ส่วนอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมี ผู้ทำดี อยู่มากมาย พวกนี้ชุลมุนวุ่นวายอยู่กับการช่วยผู้อื่นในการกำจัดปัดเป่า ความทุกข์ของเขาทั้งหลาย เราจะพบคนเหล่านี้มากมายในโลกนักเคลื่อนไหวทางสังคม บ่อยครั้งที่เขาสนใจอยู่แต่ความทุกข์ของผู้อื่นมากเกินไป มากจนถึงระดับที่เขาลืมที่จะมองเข้าสู่ภายใน และเห็นความทุกข์ที่อยู่ภายในตัวเขาเอง ดังนั้นเราจึงต้องหลีกเลี่ยงหลุมพรางแห่ง ทุกข์ของท่าน หรือ ทุกข์ของพวกเขา ด้วย มิฉะนั้นเราจะสับสนหากเชื่อว่า ความทุกข์นั้นสามารถหยิบฉวยหรือแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ได้ เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงภาวะยุ่งยากสับสนทั้งสองฝ่ายดังกล่าว

ติดตามตอนต่อไป.....
พุทธยาน

เอกสารอ้างอิง: อริยสัจจ์สี่ห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล
Weblinks:
  1. อริยสัจจ์สี่ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่ dhammajak.net
  2. อริยสัจจ์สี่ โดย องค์ดาไล ลามะ ตอนที่ 1/4 ตอนที่ 2/4 ตอนที่ 3/4 ตอนที่ 4/4

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน เนื้อเรื่อง

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ภาค คือ
  1. ภาคต้น (ทุกข์ของสังคมและรากเหง้า)
  2. ภาคปลาย (ธัมมิกสังคมนิยมและการดับทุกข์)
ซึ่งก็คือท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้ทำการแบ่งตามหลักอริยสัจจ์สี่นั่นเอง โดยในภาคต้นประกอบด้วยหมวดทุกข์และสมุทัย (ทุกข์ต้องกำหนดรู้และเหตุให้เกิดทุกข์ต้องละ) ส่วนในภาคปลายประกอบด้วยหมวดนิโรธและมรรค (ความดับทุกข์ต้องทำให้แจ้งและข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ต้องเจริญให้มากๆ)

ภาคต้น ท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้แยกหัวข้อย่อยออกเป็น
  • เค้าโครงแห่งอริยสัจจ์สี่
  • พุทธยาน
  • การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์
  • โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว อันประกอบไปด้วย 1. ความโลภ (โลภะ) ทุนนิยม บริโภคนิยม 2. ความโกรธ (โกธะ) ลัทธิทหารและความอยุติธรรม 3. ความเกลียดชัง (โทสะ) ลัทธิเหยียดสีผิว ชนชั้นวรรณะ และลัทธิอภิสิทธิ์ชน 4. ความกำหนัด ทะเยอทะย่น (ราคะ) ปัญหาโสเภณี การบันเทิง การท่องเที่ยวและธุรกิจ 5. มายาคติด ความลุ่มหลง (โมหะ) การศึกษาและสื่อสารมวลชน 6. การแข่งขัน ทุนนิยม การกีฬา และวิถีชีวิต 7. ความกลัว (ภยะ) เวชกรรมการแพทย์ และศาสนา 8. ลัทธิอคติทางเพศ กิเลสทุกชนิด
  • ความซับซ้อนยุ่งยากแห่งลัทธิ
  • ความไม่รู้ (อวิชา) สาเหตุดั้งเดิมแห่งทุกข์
ภาคปลาย ท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้แยกหัวข้อย่อยออกเป็น
  • โครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วยธรรมะ
  • อริยมรรคทางสังคม 12 ประการ คือ 1. ศาสนาที่ถูกต้อง 2. การศึกษาที่ถูกต้อง 3. การนำที่ถูกต้อง 4. องค์กรและรัฐบาทที่ถูกต้อง 5. การสื่อสารที่ถูกต้อง 6. วัฒนธรรมที่ถูกต้อง 7. ความรู้สึกทางเพศ (กามารมณ์) และครอบครัวที่ถูกต้อง 8. เศรษฐกิจที่ถูกต้อง 9. นิเวศวิทยาที่ถูกต้อง 10. การละเล่นที่ถูกต้อง 11. การตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง 12. สังฆะและความเป็นเอกภาพที่ถูกต้อง
  • ทรัพยากรมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
ตอนต่อไปจะดำเนินเรื่องในภาคต้น ตอนที่ 01

หนังสือเรื่องอริยสัจจ์สี่ที่เขียนโดยภิกษุต่างชาติมีหลายเล่ม แต่ที่พอหามาได้ มีที่นี่
หนังสือด้านพระพุทธศาสนาที่ได้วางตลาดในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในอเมริกา) ลองดูได้ที่นี่