แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ลัทธิอคติทางเพศ

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "ความกลัว (ภยะ) : เวชกรรมการแพทย์ และศาสนา" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "ลัทธิอคติทางเพศ : กิเลสทุกชนิด" ดังนี้

เราได้เห็นกันอยู่เสมอแล้วว่า โครงสร้างทางสังคมได้เกื้อหนุนให้เกิดกิเลสอันมากมายชนิดไม่ซ้ำหน้ากันอย่างไร ในแต่ละกรณีจะมีตัวกิเลสที่เด่นชัดเป็นแม่บท แต่รากเหง้าแห่งทุกข์ทางสังคมบางลักษณะก็ยากต่อการจัดเข้าในลำดับแห่งกิเลส เช่น อคติทางเพศ และระบบผู้ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ถ้าเราดูอย่างผิวเผิน โดยเฉพาะพวกผู้ชาย เรื่องทางเพศดูเหมือนจะมีรากลึกอยู่ในความกำหนัดราคะ ขณะที่ราคะกำหนัดนั้นมีบทบาทในเรื่องทางเพศและระบบผู้ชายเป็นใหญ่อย่างไร้ข้อสงสัยใดๆ แต่การพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยให้น้ำหนักไปที่ความกลัวอาจทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้นบ้าง อย่างเช่น การกลัวผู้หญิง กลัวธรรมชาติ กลัวความรู้สึก กลัวความไม่รู้ กลัวต่อสัจจะความจริง

ระบบผู้ชายเป็นใหญ่เป็นระบบพื้นฐานที่นำไปสู่การจัดโครงสร้างทางอำนาจตามลำดับขั้นเพื่อควบคุมสิ่งที่ตนกลัว ระบบนี้มาพร้อมๆ กับไสยศาสตร์ ในการจะพิสูจน์อันไหนมาก่อนหลังก็ยังเป็นเรื่องยากแก่การสืบค้น เพราะเป็นเรื่องดึกดำบรรพ์มาก ข้าพเจ้าเชื่อว่าพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดลัทธือคติทางเพศ อยู่ที่โครงสร้างแห่งความกลัวนี่เอง เพราะเมื่อเรากลัวเราก็ดิ้นรนที่จะควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิธีคิดแบบผู้ชาย ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ความรู้สึกภายในประกอบไปด้วยวิธีคิดที่ยึดเอาผู้ชายเป็นใหญ่ คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ควบคุมผู้หญิงเท่านั้น หากยังควบคุมภาวะความเป็นหญิงในตัวเองอีกด้วย โดยการกดข่มมันไว้หรือไม่ก็รีดหาประโยชน์จากมัน เรายังข่มกลั้นบางสิ่งบางอย่างที่โดยตามประเพณีแล้วเกี่ยวเนื่องกับภาวะความเป็นผู้หญิงเอาไว้ด้วย อย่างเช่น ธรรมชาติ ความรู้สึก สัญชาตญาณ บ้านเรือน หรือแม้แต่เด็กๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ชายรู้สึกกลัว ความเกลียดชังในบางส่วนก็อาจผสมปนเปอยู่กับความกลัว นั่นตือ ความเกลียดร่างกายตัวเอง เกลียดกามารมณ์ เกลียดสิ่งที่ต่างออกไป เกลียดสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ประการสุดท้ายคือ ราคะกำหนัด ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ชายหลายคนไม่สามารถควบคุมความต้องการทางเพศของเขาเองได้ก็มีบทบาทสำคัญอยู่ไม่น้อย การไร้สมรรถภาพในการควบคุมความต้องการทางเพศของผู้หญิงเองก็มีส่วนด้วยเช่นกัน (แต่น้อยกว่าผู้ชาย)

อย่างที่ท่านมารุยาม่า ได้ตั้งข้อสังเกตไว้บางแห่งในงานของท่านว่า การรวมตัวกันขึ้นของระบบผู้ชายเป็นใหญ่ ลัทธิอคตืทางเพศ และการล่มสลายของสถาบันครอบครัว นับเป็นมะเร็งร้ายสมัยใหม่ที่ร้ายกาจอย่างที่สุด ข้าพเจ้าอยากเพิ่มเติมว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแยกออกจากความรู้สึกอันทุพพลภาพในเรื่องทางเพศทั้งในอดีตและปัจจุบันแห่ง "อารยธรรมตะวันตก" ได้ ขณะเดียวกันความรู้สึกทางเพศที่ไม่สมบูรณ์นี้ก็แยกออกจากลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยมไม่ได้เช่นกัน ผลของมันน่าสะพรึงกลัวทีเดียวหากภรรยาและลูกๆ ถูกปฏิบัติเหมือนกับเป็นทรัพย์สมบัติหรือเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ที่มีไว้สนองความเพลินเพลินความพอใจของผู้เป็นสามี

พยายามปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความซับซ้อนยุ่งยากแห่งลัทธิ" โปรดติดตามครับ

เอกสารอ้างอิง: อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล

เพื่อ ให้บทความแต่ละตอนมีความเด่นชัดขึ้น จึงได้พยายามเสาะหาคำอธิบาย บทความ หรือทัศนวิจารณ์ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาประกอบซึ่งท่านสามารถติดตามด้วย ลิงค์ของบทความที่น่าสนใจและที่เกี่ยวข้องกับบทความตอนนี้ได้ดังต่อไปนี้

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ความกลัว (ภยะ)

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "การแข่งขัน : ทุนนิยม การกีฬา และวิถีชีวิต" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "ความกลัว (ภยะ) : เวชกรรมการแพทย์ และศาสนา" ดังนี้

กิเลสที่สยายปีกอยู่ทุกวงการอีกตัวหนึ่ง ก็คือ "ความกลัว" ทุกวันนี้ความกลัวกลายเป็นโครงสร้างอันยิ่งใหญ่ในวงการทางการแพทย์ ซึ่งไม่ค่อยพยายามที่จะป้องกันบำบัดความป่วยไข้ ตรงกันข้ามกลับพยายามทำลายเวชศาสตร์ท้องถิ่นที่เคยช่วยชาวบ้านในการป้องกันโรค(ดูเชิงอรรถ ๑๒) กลายเป็นว่าเราได้สร้างระบบที่เพิ่มความกลัวและความกังวลให้มากขึ้น ซึ่งเพิ่มโรคภัยไข้เจ็บขึ้นอีกตามสัดส่วน ในทางเดียวกันก็เปิดช่องให้การแพทย์กับทุนนิยมจับมือไปด้วยกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย อุตสาหกรรมทางการแพทย์อันเป็นสถาบันทางสังคมอันทรงพลังนี้ได่ส่งเสริมสนับสนุนและหากินอยู่กับความกลัว ไม่ว่าจะเป็นความกลัวตาย กลัวความป่วยไข้ ความแก่ ความหย่อนยาน กลัวน้ำหนักเกินฯลฯ แน่นอนที่สุดอุตสาหกรรมทางการแพทย์อาจช่วยเราแก้ปัญหาอันนี้ได้โดยเราต้องจ่ายราคาค่างวดเป็นตัวเงิน แต่เราไม่เพียงต้องจ่ายแค่นั้นเท่านั้น เพราะสุขภาพของเรากลายเป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งไปเสียแล้ว สิ่งทั้งหลายที่ไม่เคยเป็นปัญหาจริงๆ อย่างเช่น ความเหี่ยวย่นหย่อนยาน การอ้วนขึ้นเล็กน้อย ศีรษะเริ่มล้าน เต้านมเล็กเกินไป (แม้แต่ทารกยังไม่บ่นเลย) เรื่องเหล่านี้ถูกทำให้เป็นปัญหา โดยความกลัวที่โหมประโคมขึ้นโดยสถาบัน (Institutionalized Fear) หรือสิ่งที่ปัญญาชนอย่าง ไอวาน อิงลิช พูดถึงมันว่าเป็น "กระบวนการทำให้คนในสังคมเชื่อว่าตัวเองเป็นโรค" (ดูเชิงอรรถ ๑๓) อุตสาหกรรมด้านการประกันภัย ก็เลยรับช่วงต่อเล่นบทบาทส่งเสริมตรงจุดนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเข้ามาตอกย้ำความกลัวซ้ำแล้วซ้ำอีก ภายใต้ข้ออ้างว่าช่วยบรรเทาความกลัวให้น้อยลง และเราก็ต้องควักกระเป๋าซื้อกรมธรรม์อีกเช่นเคย ความมั่นคงปลอดภัยก็เลยกลายเป็นสินค้าอีกตัวหนึ่ง

ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของความกลัวเชิงโครงสร้างจะพบเห็นบ่อยๆ ในศาสนา ซึ่งไม่ใช่ศาสนาที่แท้หากเป็นแต่เพียงชื่อว่าศาสนาเท่านั้น เพราะแทนที่จะเป็นการสละตนอย่างแท้จริงต่อสิ่งที่สูงกว่าเราและทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "เป็นหัวใจของศาสนา" แต่กลับพบว่าศาสนาเหล่านั้นเต็มไปด้วยพิธีกรรม ความเชื่ออันเหลวไหลและเป็นไสยศาสตร์ซึ่งบูชาความกลัวเข้าไปอีก แทนที่จะช่วยให้พวกเราเป็นอิสระและเอาชนะความกลัวตาย ความกลัวต่อการสูญเสียของรัก กลัวเจ็บปวด กลัวการจากพราก และอื่นๆ ระบบศาสนาทั้งหลายกลับใช้ความกลัวของเราเป็นเครื่องมือสนับสนุนสถาบันตัวเอง เป็นตัวทำเงินและที่คอยหยิบยื่นความสุขสบายให้แก่นักบวช เจ้าหน้าที่ และพระเณร

พยายามปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ลัทธิอคติทางเพศ : กิเลสทุกชนิด" โปรดติดตามครับ

เอกสารอ้างอิง
: อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล

เพื่อ ให้บทความแต่ละตอนมีความเด่นชัดขึ้น จึงได้พยายามเสาะหาคำอธิบาย บทความ หรือทัศนวิจารณ์ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาประกอบซึ่งท่านสามารถติดตามด้วย ลิงค์ของบทความที่น่าสนใจและที่เกี่ยวข้องกับบทความตอนนี้ได้ดังต่อไปนี้
หนังสือหรือสื่อความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในบทความนี้
เชิงอรรถ
๑๒ - สำหรับตัวอย่างในประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของสมาคมการแพทย์แห่งอเมริกา (AMA) เงินจำนวนมหาศาลได้หลั่งไหลเข้าสู่ความพยายามเพื่อวิ่งเต้นในการทำลายเวชกรรมทางธรรมชาติ เป้าหมายเพื่อการผูกขาดแก่สมาชิก AMA นั่นเอง ในประเทศสยามบรรษัทผลิตยาข้ามชาติประสบความสำเร็จในการวิ่งเต้นให้รัฐบาลสั่งห้ามการใช้ยาสมุนไพร (โชคยังดี ที่มีหมอที่เห็นคุณค่าของสมุนไพรและคำสั่งนี้ได้ถูกยกเลิกไป)
๑๓ - หมายถึง การทำให้คนคุ้นเคยกับการคิดว่าตัวเองเป็นโรคนั้นโรคนี้ มากกว่าที่จะสนใจว่าสุขภาพอนามัยที่ถูกต้องเป็นอย่างไร Medical Nemesis : the Expropriation of Health (แพทย์เทพเจ้ากาลี น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์ แปล) Random House, New York, 1976

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน การแข่งขัน

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "ยาคติ ความลุ่มหลง (โมหะ) : การศึกษา และสื่อสารมวลชน" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "การแข่งขัน : ทุนนิยม การกีฬา และวิถีชีวิต" ดังนี้

อีกหน้าตาหนึ่งที่สำคัญของมายาคติหรือโมหาคติในระบบเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมก็คือ "การแข่งขัน" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากกิเลสตัวสำคัญคือ ความถือตัวอวดดี (มานะ) เพราะเมื่อมี "ตัวตน" ก็ต้องมี "ผู้อื่น" แล้วเราก็เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ในแง่ของความ "ดีกว่า" "เลวกว่า" หรือไม่ก็ "เท่าเทียมกัน" ด้วยวิธีการเปรียบเทียบอย่างนี้ เราก็สร้างตัวตนที่อยู่ในฐานะผู้แข่งขันขึ้นมา บางครั้งก็เลยไปถึงเป็นศัตรูต่อกัน ดังนั้น การแข่งขันจึงเป็นที่ยกย่องบูชากันในวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ ในลัทธิแห่งตลาด ในความเชื่อที่เรามีเกี่ยวกับรัฐชาติ และในการแสวงหาความตื่นเต้นของเรา ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เราจึงเห็นการแข่งขันเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ เพราะความเชื่อในการแข่งขันทำให้เราสูญเสียความสามารถในการมองดูผู้อื่นเป็นอย่างพี่ชายน้องสาว เป็นมิตรสหายร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือมองในฐานะเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกัน

พยายามปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความกลัว (ภยะ) : เวชกรรมการแพทย์ และศาสนา" โปรดติดตามครับ

เอกสารอ้างอิง
: อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล

เพื่อ ให้บทความแต่ละตอนมีความเด่นชัดขึ้น จึงได้พยายามเสาะหาคำอธิบาย บทความ หรือทัศนวิจารณ์ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาประกอบซึ่งท่านสามารถติดตามด้วย ลิงค์ของบทความที่น่าสนใจและที่เกี่ยวข้องกับบทความตอนนี้ได้ดังต่อไปนี้
หนังสือหรือสื่อความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในบทความนี้

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ความกำหนัด ทะเยอทะยาน (ราคะ) : ปัญหาโสเภณี การบันเทิง การท่องเที่ยวและธุรกิจ

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "ความเกลียดชัง (โทสะ) : ลัทธิเหยียดสีผิว ชนชั้นวรรณะ และลัทธิอภิสิทธิ์ชน" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "ความกำหนัด ทะเยอทะยาน (ราคะ) : ปัญหาโสเภณี การบันเทิง การท่องเที่ยวและธุรกิจ" ดังนี้

ทีนี้หันมาดูเรื่องราคะกันบ้าง กิเลสตัวนี้ในเชิงโครงสร้างแล้วเราพากันยกย่องบูชามันไว้ในอุตสาหกรรมด้านการบันเทิง ธุรกิจภาพยนตร์จะขายไม่ดีนัก หากไม่มีการยั่วยุกระตุ้นราคะและกามารมณ์ กิจการด้านโทรทัศน์เติบโตพร้อมๆ กับมีเรื่องทางเพศเข้ามาพัวพันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรื่องราวลามกต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจกันทั่วไปว่าเป็น "ความบันเทิงของผู้ชาย" ยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมด้านโฆษณาก็ใช้ภาพลักษณ์ทางเพศมาเป็นสื่อในการขายสินค้าอันไม่จำเป็นสำหรับพวกเรา เราซื้อยาสีฟันเพียงเพราะว่ามันทำให้เรารู้สึกเป็นที่ดึงดูดใจของเพศตรงข้าม ผู้หญิงต้องซื้อยกทรง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพียงเพื่อที่จะทำให้มีเสน่ห์ดึงดูดใจทางเพศ รถยนต์ทำให้ผู้ชายรู้สึกภูมิฐานกล้าแกร่งเป็นต้น

ในโลกแห่งอุตสาหกรรม ราคะเป็นอะไรมากไปกว่าองค์ประกอบธรรมดาๆ ที่อยู่ในระบบ อย่างในแง่ของอุตสาหกรรมทางเพศแล้วมันเป็นตัวระบบเสียเอง เราเห็นกันได้ชัดในประเทศสยาม คุณจะพบเห็นได้ไม่ว่าที่ไหนที่มีนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือแม้แต่ฐานทัพทหาร อุตสาหกรรมแห่งราคะนี้ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกกับกองทัพ ระบบทุนนิยม และลัทธิแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ นั่นเพราะว่าจะมีเด็กหญิงหรือเด็กชายที่มีฐานะดีจำนวนน้อยมากที่หันมาขายบริการทางเพศมาเป็นเด็กในคลับในบาร์ มาเดินแบบแฟชั่น หรือเป็นพนักงานรับรองในโรงแรม ใน "อุตสาหกรรม" ทั้งหลายเหล่านี้ ราคะซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์ก็ถูกกระตุ้นเพาะพันธุ์และเผยแพร่ออกไปอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร มันคือธุรกิจทางเพศ เรื่องเพศคือเรื่องอำนาจ สงครามคืออาชีพที่เก่าแก่ที่สุดของผู้ชาย จำเป็นที่จะต้องมีอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดของผู้หญิงมาสนองตอบ เพื่อทำให้ไอ้หนุ่มทหารใหม่กระฉับกระเฉงและพร้อมที่จะตายเพื่อประเทศชาติ กำหนัดราคะอันเป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติ เมื่อขาดการฝึกฝนทางจิตวิญาณที่สามารถจำกัดช่องทางต่อพลังงานอันมีอำนาจมหาศาลอันนี้แล้ว ก็จะถูกบิดเบือนและผสมปนเปจนกลายเป็นเรื่องเสียหายทำลายล้าง มากกว่าที่จะเป็นความสร้างสรรค์ใดๆ โดยข้อเท็จจริงแล้ว อุตสาหกรรมแห่งกำหนัดราคะทั้งหมดนี้ เป็นตัวทำให้มวลชนมัวเมาพึงพอใจกับสถานะที่ไร้ศักดิ์ศรีและไม่มีอนาคต สลับกับการกระตุ้นเร่งเร้าและการตอบสนองต่อความใคร่ความพอใจทางสัญชาตญาณและอารมณ์ จนผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถคิดหรือตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไป

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "มายาคติ ความลุ่มหลง (โมหะ) : การศึกษา และสื่อสารมวลชน" โปรดติดตามครับ

เอกสารอ้างอิง
: อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล

ลิงค์หรือบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับบทความตอนนี้

หนังสือหรือสื่อความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในบทความนี้

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ความเกลียดชัง

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "ความโกรธ (โกธะ) : ลัทธิทหารและความอยุติธรรม" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "ความเกลียดชัง (โทสะ)" ดังนี้

อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นด้านลบอีกตัวหนึ่ง ก็คือ ความเกลียดชัง ซึ่งเป็นความรู้สึกฝังลึกด้านในที่ไม่ชอบต่อบางสิ่งบางอย่าง หรือใครคนใดคนหนึ่ง หรือพวกใดพวกหนึ่ง โดยการยึดมั่นในตัวตนของเราและสันนิษฐานเอาว่าดี ซื่อสัตย์ สวยงาม ฯลฯ เราจึงเห็นสิ่งไม่ดีในบุคคลอื่น และสิ่งนี้ก็กลายเป็นความเกลียดชังในที่สุด รูปแบบทางโครงสร้างอันหนึ่งของความเกลียดชังก็คือ ลัทธิการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งกำลังฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้งในหมู่คนรวยทางโลกตะวันตก นำมาสู่คำถามที่ว่าแท้ที่จริงแล้วในประเทศเหล่านั้นเป็นประเทศที่ "พัฒนาแล้ว" อย่างที่กล่าวอ้างกันหรือไม่ ลัทธิแบ่งแยกสีผิวเปิดเผยตัวมันเองออกมาในอคติที่ระบาดอย่างรวดเร็วในการต่อต้านชาวมุสลิม ในความกลัวถูกครอบงำทางเศรษฐกิจโดยประเทศแถบเอเชีย ในการขนถ่ายสารพิษไปปล่อยในแอฟริกาและในความเชื่อที่ว่ารัฐบาลทางตะวันตกมีความรู้ความเข้าใจที่ดีกว่าในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในภาคพื้นโลกที่สาม

ลักษณะโครงสร้างของความเกลียดชังอีกด้านก็คือ การแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ เป็นสิ่งหนึ่งที่ตรึงแน่นอยู่ในวัฒนธรรมและการปกครองแบบศักดินา ซึ่งไม่เพียงแต่มีลักษณะเทอะทะงุ่มง่ามอย่างเช่น นโยบายแบ่งแยกสีผิว และระบบวรรณะที่เห็นกันบางประเทศเท่านั้น หากมันมีอยู่ในทุกสังคม รวมทั้งในการปกครองตามลำดับชั้นจากบนลงล่างและสังคมอำนาจนิยมกึ่งเผด็จการในเอเชีย ลัทธิวรรณะนิยมได้สร้างความเกลียดชังและอคติในระหว่างกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาในสังคมปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันก็คือ ลัทธิการแบ่งแยกนิกายทางศาสนา โดยการแสดงตัวเข้ากับศาสนาหนึ่งใดหรือคณะหรือนิกายหนึ่งนิกายใดโดยเฉพาะ เราก็เลยไม่ถูกกันและหันมาเกลียดชังกันเองระหว่างกลุ่มหรือศาสนา นี่เป็นเพียงรูปแบบใหม่ของกิเลส อย่างเช่น เมื่อเรามีอคติและตัดสินเอาว่า ชนกลุ่มน้อยชาวพื้นเมืองนั้นไม่มีความเป็นมนุษย์ เพราะคนพวกนี้ป่าเถื่อนไร้อารยธรรมไม่เหมือนอย่างพวกเรา ดังนั้นเราจึงมีสิทธิ์ที่จะทำลายแหล่งน้ำ มีสิทธิ์ที่จะฉุดคร่าลูกชายลูกสาวของพวกเขามาเป็นโสเภณี และที่สุดเราก็ยังยัดเยียดความคิดความเชื่อต่างๆ ให้พวกเขาอีก ลักษณะอย่างนี้ยังมีอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่เฉพาะ "พวกมีอำนาจ" หรือ "พวกมีการศึกษาน้อย" เท่านั้น

ประการสุดท้าย การเมืองชนิดผูกขาดก็เป็นอีกหน้าตาหนึ่งของโครงสร้างแห่งความเกลียดชัง ที่ใดก็ตามที่คนกลุ่มเล็กๆ ใช้อุบายกีดกันคนอื่นๆ ออกจากอำนาจ ออกจากสิทธิการตัดสินใจในแนวทางชีวิตที่เขาดำรงอยู่ ที่นั้นความรุนแรงความเกลียดชังก็เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ชัดว่า ไม่มีโครงสร้างใดที่กล่าวมานี้จะเป็นอิสระแยกอยู่ต่างหากจากกัน นี่คือโลกแห่งการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกัน และโครงสร้างอันหลากหลายของกิเลสและความเห็นแก่ตัวเหล่านี้ต่างก็ส่งเสริมหนุนเนื่องซึ่งกันและกัน

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความกำหนัด ทะเยอทะยาน(ราคะ) : ปัญหาโสเภณี การบันเทิง การท่องเที่ยวและธุรกิจ" โปรดติดตามครับ

เอกสารอ้างอิง
: อริยสัจจ์สี่ห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล

ลิงค์หรือบทความที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับบทความตอนนี้

หนังสือหรือสื่อความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในบทความนี้

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภคนิยม

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภคนิยม" ดังนี้

เริ่มด้วยโลภะ เมื่อกิเลสตัวนี้ฝังแน่นเข้าไปในโครงสร้างทางสังคม ผลสุดท้ายที่จะได้รับก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า ทุนนิยม นักทฤษฎีทุนนิยมที่มีชื่อเสียงอ้างว่าความอยากได้หรือโลภะเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุนี้ ทุนนิยมจึงเป็นแค่ชื่อหนึ่งของความโลภที่ก่อตัวเป็นโครงสร้างหรือสถาบันหลักทางสังคม เมื่อเราเป็นเด็กเราถูกสอนให้ใช้ชีวิตตามแนวคิดแบบทุนนิยม เราถูกสอนให้อยากได้และแข่งขัน นั่นคือสอนให้เห็นแก่ตัว ผลที่ติดตามมาคือ ความโลภที่เกิดขึ้นอย่างธรรมดาๆ ในแต่ละบุคคลก็ผสมปนเปเข้ากับความโลภทางโครงสร้างที่แวดล้อมพวกเราอยู่ จึงทำให้ปัญหาทั้งในระดับส่วนตัวและระดับสังคมยากต่อการรับมือหรือแก้ไขมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นทั่วโลก โลกที่ลัทธิทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำเพียงหนึ่งเดียว แม้แต่ที่รู้จักกันดีอย่าง กลุ่มประเทศสังคมนิยม ก็กำลังปรับยุทธวิธีของทุนนิยมมาใช้

ลัทธิทุนนิยมสมัยใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และ ยุคสมัยแห่งการพัฒนา ได้รับเอาความโลภเชิงระบบมาดำเนินการสืบต่อไป ดังนั้น ผลพวงที่คลอดตามกันออกมาก็คือ ลัทธิบริโภคนิยม มาถึงตรงนี้ จึงทำให้บทบาทของทรัพย์สินส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องที่เด่นชัดขึ้นเต็มที่ ขณะเดียวกัน คนชั้นสูงหยิบมือหนึ่งก็ยังคงเกาะกุมอำนาจแห่งต้นทุนของสังคมและวิธีการผลิตเอาไว้ ผู้คนส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงด้วยมายาคติแห่งโครงสร้างทางสังคมที่ประกอบด้วยความโลภ ให้ลุ่มหลงกับการสั่งสมส่วนเกินแห่งสินค้า ให้ไล่ตามความสุขสบายทางเนื้อหนังและความมั่นคงปลอดภัย นั่นเพราะว่าพวกเขามีสิทธิ์อำนาจในการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทรัพย์สมบัติมากจนเกินไป จนไม่เห็นว่าคนอื่นๆ ต่างหากที่เป็นเจ้าของสังคม และในหลายกรณีที่ยังมีคนอื่นมาเป็นเจ้าของพวกเขาอีกทีหนึ่ง

มิหนำซ้ำ การท่องเที่ยวยังขายวัฒนธรรม ขายศิลปะ อาหาร ชายหาด สิ่งแวดล้อม และประชากรโลกขายออกไปเหมือนกับสินค้าที่มีไว้เสพไว้บริโภค แทนที่จะรักษาไว้เป็นทรัพยากรของคนทั้งหมดเพื่อประโยชน์แห่งความอยู่ดีกินดี เพื่อประโยชน์แห่งความเข้าใจต่อกัน ความสามัคคี ความสุข ความสงบสันติ ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกซื้อขาย แบ่งแยก และถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้กลไกตลาด พลเมืองท้องถิ่นถูกตัดสินว่าไร้ศักยภาพที่จะจัดการกับทรัพยากรอันสำคัญดังกล่าว พวกเขามีสิทธิ์ก็แค่ได้เข้าทำงานเป็นเด็กซักรีด เด็กเดินโต๊ะ คนขับเท็กซี่ หรือไม่ก็เป็นตัวแสดง ปาหี่วัฒนธรรมตามรสนิยมของผู้บริโภคที่อยู่ในคราบนักท่องเที่ยว

ในระบบดังกล่าว ลำพังปัจเจกชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนจะมองหาแต่เพียงวิธีการขจัดความโลภในระดับส่วนตัว คงไม่พอเสียแล้วกระมัง หากเขาต้องทำงานร่วมกันเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแห่งความโลภ ไปสู่ระบบที่ปราศจากความโลภ อาจเป็นไปได้ที่ปัจเจกชนบุคคลจำเพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะสามารถกำจัดความโลภภายในตัวเองออกไปเสียได้ แต่พวกเขาก็ต้องพึ่งพิงและมีส่วนร่วมอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความโลภเชิงโครงสร้าง ส่วนพวกเราที่เหลือผู้ที่ไม่ได้เก่งกล้าสามารถด้านจิตวิญญาณ อาจจะถูกเอาเปรียบรังแก ถูกต้มตุ๋น หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือด้วยความโลภที่ห้อมล้อมอยู่ทุกทิศทาง เราอาจจะต้องพบกับความลำบากอย่างสาหัสในการไล่มันออกไป แต่แน่นอนที่สุด เราต้องทำ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะนิ่งดูดายไม่ปกป้องคุ้มครองตัวเรา เพื่อนของเรา และยุวชนรุ่นหลังของเรา

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความโกรธ (โกธะ) : ลัทธิทหารและความอยุติธรรม" โปรดติดตามครับ

แนะนำความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในบทความนี้

หนังสือเกี่ยวกับธรรมะหลายเล่มที่ท่านสามารถค้นหาได้ที่นี่

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ดังนี้

ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำสอนทางพุทธศาสนาที่ละเอียดลึกซึ้งในเรื่องกิเลส อัตตา อุปาทาน และสาเหตุอื่นๆ แห่งความทุกข์นั้นเป็นเครื่องมือซึ่งมนุษย์ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะออกไปจากความยุ่งยากนี้ ขอพวกเรามาประยุกต์คำสอนเหล่านี้กลับไปสู่รากเหง้าของปัญหาสังคม กลับไปสู่รูปแบบอันหลากหลายแห่งทุกข์ทางสังคมที่ปรากฎอยู่ ในข้อเขียนนี้ข้าพเจ้าจะพยายามทำด้วยเช่นกันโดยมีพื้นฐานอยู่ในทัศนะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยทำไว้

โลกทัศน์ง่ายๆ ที่ใช้ตรวจสอบสาเหตุและรากเหง้าแห่งทุกข์ของสังคมก็คือ "ความเห็นแก่ตัว" เมื่อเราวิเคราะห์ความทุกข์ในส่วนบุคคลโดยใช้หลักปฏิจจสมุปบาท (การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) เราจะเห็นว่าทั้งหมดนั้นมันเกี่ยวเนื่องอยู่กับวิธีคิดที่ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือความเห็นแก่ตัวของเรานั่นเอง ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราตรวจสอบปัญหาสังคม เราก็พบว่ามันมีรากเหง้าอยู่ในความเห็นแก่ตัวของสังคมหรือสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่า "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ในที่นี้ความเห็นแก่ตัวหมายถึง การเป็นห่วงกังวลอยู่แต่เรื่องของตัวเอง ครอบครัวของตัวเอง หรือกลุ่มของตัว (บริษัท ชนชั้น ศาสนา ผิว เชื้อชาติ หรือสโมสรกีฬา) คนเช่นว่านี้จะไม่ใส่ใจต่อความจำเป็นและความเป็นอยู่ของผู้อื่น หรือแม้แต่ไปไกลถึงขนาดเจตนาทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดเมื่อถึงคราวไม่สามารถควบคุมความเห็นแก่ตัวได้ การวิเคราะห์ทางพุทธศาสนาเห็นว่า ความเห็นแก่ตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากตัณหา (ความอยาก) และอุปาทาน ความยึดมั่นว่ามี "ตัวฉัน" หรือ "อัตตา" เป็นผู้อยาก สื่งนี้เหล่านี้ทำให้เกิดการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว และภาวะทางจิตที่เต็มไปด้วยตัวตนที่เห็นแก่ตัว ความเกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นเหตุปัจจัยนี้ เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นในระดับส่วนรวมในลักษณะของตัณหาความอยากซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในสังคมของเรา รูปแบบที่แน่นอนของความยึดมั่นถือมั่นจึงเกิดขึ้นในโครงสร้างทางสังคม เรามีเอกลักษณ์ร่วมกันระดับหนึ่งต่อผิวสี ภาษา ศาสนา ประวัติศาสตร์ ลัทธิ และอื่นๆ เราได้กำหนดตัวตนขึ้นมาแล้วเราเห็นแก่ตัวในระดับตัวตนร่วมนั้น ซึ่งบางครั้งเราเรียกขานกันในนาม "ผลประโยขน์แห่งชาติ" ผลประโยชน์แห่งชนชั้น หรือผลประโยชน์อะไรก็ตามแล้วแต่จะอ้าง สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิด "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะตรวจสอบค้นหาร่วมกันที่นี่

คำที่มีความหมายเดียวกันกับ "ความเห็นแก่ตัว" ในภาษาบาลีก็คือคำว่า "กิเลส" (ความสกปรกโสโครกที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองและสูญเสียความบริสุทธิ์) ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถหยิบยกเอากิเลสแม่บทที่เราต้องสืบสวนและถอนรากเหง้าในการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา มาใช้ในการตรวจสอบโครงสร้างทางสังคมได้เช่นกัน สิ่งนี้ทำให้เราสะดวกมากขึ้นและยังเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์อันทรงพลัง อีกทั้งยังมีพื้นฐานด้านจิตวิญญาณและศีลธรรม

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภทนิยม" โปรดติดตามครับ

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "พุทธยาน" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์" ดังนี้

ข้าพเจ้าอยากวิเคราะห์อริยสัจจ์สี่แต่ละข้อสืบไป ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อวิสัยทัศน์แห่งธัมมิกสังคมนิยม ทว่าจะไม่ลงลึกในรายละเอียดของการวิเคราะห์สาเหตุด้านในของความทุกข์ แม้ว่าสิ่งนี้จะมีการกล่าวถึงอยู่เนืองๆ เพราะจุดมุ่งหมายของเราในที่นี้ คือ ๑) ทุกข์ของสังคม ๒) สาเหตุแห่งทุกข์ของสังคมหรือของส่วนรวม ๓) คือสิ่งที่รู้จักกันในนามธัมมิกสังคมนิยม ซึ่งเป็นที่ที่ความทุกข์ถูกกำจัดหรืออย่างน้อยก็ทำให้เหลือน้อยลง และ ๔) หนทางที่เราสามารถเดินไปด้วยกันเพื่อประจักษ์แจ้งต่อธัมมิกสังคมนิยม หรือสิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "ธัมมิกสังคมนิยม" อย่างไรก็ตาม เครื่องมือพื้นฐานในการวิเคราะห์ก็ยังคงเป็นอันเดิมไม่ว่าในแง่มุมแห่งทุกข์จะถูกกล่าวถึงในแง่ไหน

เพื่อที่จะสำรวจเข้าไปในอริยสัจจ์ข้อแรกของสังคม ข้าพเจ้าอยากจะทบทวนรูปแบบบางด้านของความทุกข์ทางสังคมอย่างสั้นๆ โดยการสันนิษฐานว่าทุกคนที่นี่ต่างก็คุ้นเคยกับปัญหาเหล่านี้ แม้จะไม่ลึกลงไปในรายละเอียดมากนัก แต่อย่างน้อยเราก็ยังคงต้องสัมผัสถึงบางส่วนของความทุกข์ ก่อนที่จะเข้าไปสู่สาเหตุของมันเพราะการทำอย่างนี้ จะทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่าการประกาศตัวแห่งความทุกข์ในหลายๆ ลักษณะนั้น มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างไร (อิทัปปัจจยตา)

ตลอดข้อเขียนชิ้นนี้ เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่เราเรียกว่า "ปัญหาทางสังคม" นั้นไม่สามารถแยกออกจากสิ่งที่เรียกว่า "ทุกข์ส่วนบุคคล" อันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างความทุกข์ที่แสดงตัวอยู่ในตัวเราในฐานะปัจเจกชนซึ่งส่งเสริมและร่วมกันก่อปัญหาต่อสังคมส่วนรวมที่เราสังกัดอยู่ และในทางกลับกัน ก็จะเห็นว่าโครงสร้างทางสังคมที่แสดงตัวอยู่ในปัญหาของส่วนรวมนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเราในหลายๆ ทางอย่างไร ดังนั้นมันจึงส่งเสริมให้เกิดความทุกข์ภายในส่วนตัวบุคคล อย่างที่กำลังกัดกร่อนพวกเราอยู่ แม้ว่าเป้าหมายของข้อเขียนนี้จะพูดถึงความทุกข์พื้นฐานทางสังคม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือมีความสำคัญมากไปกว่า "ความทุกข์ของปัจเจกบุคคล"

ปัญหาที่โดดเด่นและกำลังระบาดอยู่ทั่วทั้งโลก คือ ลัทธิบริโภคนิยม อันเป็นชุดหนึ่งของปัญหาที่สามารถจัดกลุ่มอยู่ภายใต้หัวข้อปัญหาศีลธรรม วัฒนธรรมและคุณค่า เมื่อผู้คนไม่สามารถยืนอยู่บนปัญญาวัฒนธรรมและประสบการณ์ของตัวเขาเองได้อีกต่อไป แต่มัวไปแสวงหาความสุขและความพอใจในสิ่งที่เป็นวัตถุทีผลิตและโฆษณาโดยวัฒนธรรมแห่งการบริโภค สิ่งนี้จึงสร้างปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย เช่น การล่มสลายของชุมชน เป็นต้น เมื่อแต่ละครอบครัวต่างพุ่งเป้าเฉพาะไปที่ความสุขสบายส่วนตัวและความอยากได้ในสินค้ามากเท่าไร พวกเขาก็จะมีความปรารถนาในการให้เวลาและความพยายามที่จะดำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบและความผูกพันธ์ฉันท์มิตร ซึ่งเป็นตัวหล่อเลี้ยงสนับสนุนความเป็นชุมชนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น เราจึงพบว่าการล่มสลายของชุมชนจะมาพร้อมๆ กับการแพร่ขยายของลัทธิบริโภคนิยมและลัทธิอุตสาหกรรม ความเสื่อมโทรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หากยังดำเนินต่อไป จากระหว่างครอบครัวต่อครอบครัว ก็รุกรานเข้าไปสู่บุคคลที่อยู่ภายในครอบครัวเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ระดับของความเป็นปัจเจกเพิ่มสูงเกินไปจนหมกมุ่นครอบงำ ผู้คนดังกล่าวก็ไม่สามารถหล่อเลี้ยงความผูกพันภายในครอบครัวไว้ได้ หรือทำได้ก็แต่เพียงผิวเผินเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในสังคมสมัยใหม่ปัจเจกชนทั้งหลายซึ่งตกหลุมพรางแห่งความเป็นปัจเจกสุดขั้ว (Hyper-individuality) กำลังทรมานกับความแปลกแยกที่เพิ่มมากขึ้นทุกที ซึ่งไม่เฉพาะกับครอบครัวหรือชุมชนเท่านั้น แต่แปลกแยกแม้กระทั่งร่างกายและความรู้สึกของตัวเอง

การบริโภคอย่างโอหังบังอาจที่คิดว่า เราสามารถเป็นเจ้าของหรือควบคุมธรรมชาติได้นั้น ทำให้พวกเราแปลกแยกจากโลกแห่งธรรมชาติ อันเป็นผืนโลกที่เราถือกำเนิดและเป็นโลกที่เราไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้ ความแปลกแยกทางจิตใจ ทางอารมณ์และทางจิตวิญญาณนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างมหาศาล เช่น ปัญหามลพิษ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัญหาการสาบสูญไปของสัตว์ป่าและผืนป่าที่ยังไม่ได้บุกเบิก ปัญหาประชากรล้นโลก ปัญหาความน่าเกลียดสกปรกของเมืองและชานเมือง ปัญหาการสูญเสียเผ่าพันธุ์และความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังและเกี่ยวโยงกับปัญหาเหล่านี้ก็คือ โลกทัศน์ที่มองสรรพสิ่งเป็นแต่เพียงผลประโยชน์ชั่วแล่นหรือมองเห็นเฉพาะคุณค่าทางด้านวัตถุเท่านั้น และบ่อยครั้งที่จะเห็นเป็นแค่เม็ดเงิน อย่างเช่น เมื่อป่าไม้ถูกมองเห็นเป็นเพียงแผ่นกระดาษเป็นธนบัตร มนุษย์กลายเป็น "ผู้บริโภค" ซึ่งหมายถึง ต้องสอดคล้องกับอำนาจซื้อที่มีอยู่ อันเป็นรายได้มหาศาลที่ถูกขูดรีดเอาไป ด้วยกระบวนการลดทอนคุณค่าของมนุษย์เช่นนี้ เราจึงถูกทำให้แปลกแยกทางจิตวิญญาณซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งเป็นปัญหาอันมหึมาที่แสดงตัวในรูปความล่มสลายของศาสนาและศีลธรรมในปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่พุทธศาสนา

ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกันคือ ความไร้สมรรถภาพของการศึกษาในการบ่มเพาะศีลธรรมและคุณค่าทางศาสนธรรมให้แก่มนุษย์ ซึ่งปรากฏในรูปขยะความรุนแรงอันไร้ความยั้งคิดซึ่งขาดคุณค่าด้านมนุษยธรรมท่วมท้นอยู่เต็มไปหมดตามจอโทรทัศน์และสนามบิน การปราศจากความโปร่งใส ขาดความซื่อสัตย์ ขาดการตรวจสอบ และการไร้ความเป็นผู้นำทางการเมือง ผู้คนจำนวนหนึ่งที่ทำเงินก้อนมหาศาลจากตลาดการเงิน หากไม่ผลิตอะไรเลยพอที่จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แต่กลับดูดซับเอาทรัพยากรเป็นจำนวนมหาศาลโดยผ่านการเก็งกำไรจากการซื้อขายหุ้น การซื้อขายเงินตราล่วงหน้า พันธบัตร ราคาสินค้า และอีกหลายรูปแบบที่รู้จักกันในนามการลงทุน การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของคนพื้นเมืองในหลายๆ พื้นที่ ความรุนแรงและความอยุติธรรมทางเพศ และอีกมากมายเหลือคณานับ

โปรดติดตามตอนต่อไป "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว"

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม บทบรรณาธิการ

ในบรรดาผู้เรียกขานท่านพุทธทาสภิกขุว่า "ท่านอาจารย์" นั้น ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ว่า ท่านสันติกโรภิกขุมิใช่ผู้ทำงานหนัก ในการเผยแผ่คำสอนและสืบสานปณิธานของท่านพุทธทาสให้เป็นจริง และเป็นที่เข้าใจกันในวงกว้าง ทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ทั้งโดยการแปลคำบรรยายจากแถบเสียงและหนังสือชุดธรรมโฆษณ์เป็นภาษาอังกฤษ การสอนและจัดอบรมอาณาปานสติแก่ชาวต่างชาติ (ในต่างประเทศ) การจัดทำ Website ของสวนโมกขพลารามและเผยแพร่ข้อมูลผ่านเครือข่าย Internet ตลอดจนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่คฤหัสถ์และบรรพชิต ในด้านการประยุกต์ใช้หลักศาสนธรรมอย่างสมสมัย ทั้งนี้ มิพักจะต้องกล่าวถึงการร่วมประชุมหรือการแลกเปลี่ยนทางวิชาการอันเนื่องด้วยคำสอนของท่านพุทธทาส และการเขียนบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ซึ่งท่านนี้กระทำอยู่อย่างสมำ่เสมอ ดังเป็นที่ยกย่องยอมรับของผู้ใฝ่ใจในศาสนธรรมอย่างมิได้เจือปนอคติตลอดมา

แต่ด้วยความที่ถือเอาธรรมเป็นใหญ่ อีกทั้งเป็นชาวอเมริกันซึ่งศรัทธาและเชื่อมั่นในเสรีภาพ มีความตรงไปตรงมาในการแสดงออก ชนิดที่กาย วาจา ตรงกับใจ จึงเป็นเหตุให้ท่านผู้นี้ เป็นที่แสลงใจของผู้คนอันมีสีลัพพตุปาทานและอัตตวาทุปาทานต่อท่านพุทธทาสและคำสอน ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติและธรรมเนียมต่างๆ ในสวนโมกข์อยู่มิใช่น้อย ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปในสวนโมกข์และคณะสงฆ์ไทยอย่างถึงแก่น

ทั้งที่จะว่าไปแล้ว ในบรรดาบุคคลที่ไม่เห็นพ้องกับท่านสันติกโรภิกขุเหล่านั้น หลายต่อหลายคนก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงในด้านมือถือสากปากถือศีลเอาเลยมิใช่หรือ? หากมักเป็นการนินทาว่าร้ายกันลับหลัง มิได้เปิดเผยตรงๆ ...หรือนี่จะเป็นปกติวิสัยของสังคมชนิดหน้าไหว้หลังหลอกไปเสียแล้ว? น่าเสียดายก็ที่สิ่งเหล่านี้มาเกิดขึ้นในแวดวงอันเคยใกล้ชิดกับท่านพุทธทาส (อันยังถือได้ว่าเป็นสดมภ์หลักท่านหนึ่งในฝ่ายเถรวาท) เท่านั้น

ที่กล่าวมายือยาวก็เพราะว่า ถึงที่สุดท่านสันติกโรภิกขุก็ไม่สามารถที่จะทนอยู่ปฏิบัติธรรมในท่ามกลางความไม่สัปปายะต่างๆ ได้อีกต่อไป ถึงกลับดำริที่จะต้องกลับไปทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมในประเทศอเมริกาในเร็ววัน ทั้งที่แต่เดิมตั้งใจจะวางรากฐานโครงการธรรมฑูตตามแนวคิดของท่านพุทธทาสที่เขตดอนเคี่ยมแห่งสวนโมกข์นานาชาติจนกว่าโครงการนั้นจะมั่นคง อย่างไม่มีกำหนดเวลา นี่นับว่าสังคมไทยต้องสูญเสียกัลยาณมิตรไปอีกท่านหนึ่งอย่างน่าน่าเสียดายนัก

กลุ่มพุทธทาสศึกษาคัดเลือกบทความเรื่อง "อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม" ซึ่งจิรธัมม์แปลมาจาก "The Four Noble Truths of Dhammic Socialism" ของท่านสันติกโรภิกขุออกตีพิมพ์เผยแพร่ ด้วยเล็งเห็นว่า คนไทยน่าที่จะได้มีโอกาสอ่านผลงานของท่านผู้นี้อย่างแพร่หลายบ้าง โดยเฉพาะที่ไม่สามารถอ่านจากภาษาอังกฤษโดยตรง ซึ่งผู้เขียนมีผลงานแพร่หลายเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว

บทความชิ้นนี้แม้ว่ายังไม่สมบูรณ์อย่างถึงที่สุด แต่ก็เป็นพื้นฐ่นที่ดี ต่อการทำความเข้าใจเรื่องธัมมิกสังคมนิยม ทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ประสงค์ที่ศึกษาอย่างพิศดารต่อไป อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของผู้เขียนที่มีต่อหลักพุทธธรรม ตลอดจนคำสอนและแนวคิดของท่านพุทธทาสในด้านนี้ มิใช่สักแต่ว่าท่องบ่นวาจาของท่านพุทธทาสมากล่าวซ้ำ อย่างไม่ลืมหูลืมตา ดังที่มักกระทำกันโดยทั่วไป

สำหรับ "จิรธัมม์" ซึ่งเป็นผู้แปลแม้ว่าโดยชื่อออกจะใหม่อยู่บ้าง แต่การที่มีโอกาสใช้ชีวิตในชุมชนดอนเคี่ยม (สวนอตัมมยตาราม) ร่วมกับสันติกโรภิกขุและคณะสงฆ์นานาชาติอยู่ถึงสามปีเศษ ก็คงพอจะกล่าวได้ว่ามีความเข้าใจในชีวทัศน์และโลกทัศน์ของผู้เขียนอยู่ไม่น้อยทีเดียว

กลุ่มพุทธทาสศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า "อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม" เล่มนี้ จะเป็นอาหารทางความคิดที่มีคุณค่าและคุ้มค่าสำหรับท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยังคงให้ความสนใจต่อแนวคิดธัมมิกสังคมนิยมได้ตามสมควร

บรรณาธิการ
ปลายพรรษา พุทธศักราข ๒๕๔๒

ข้อความข้างต้นเป็นบทบรรณาธิการโดยกลุ่มพุทธทาสศึกษา ที่ได้กล่าวเกริ่นเกี่ยวกับผู้เขียน ผู้แปล และเนื้อหาของหนังสืออย่างย่อ ... ตอนต่อไปจะได้เข้าเรื่องเสียที...