แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อริยสัจจ์สี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อริยสัจจ์สี่ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน ความซับซ้อนยุ่งยากแห่งลัทธิ

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "ลัทธิอคติทางเพศ : กิเลสทุกชนิด" ลำดับต่อไปท่านจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "ความซับซ้อนยุ่งยากแห่งลัทธิ" ดังนี้

ที่ผ่านมาเราได้กล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานของความเห็นแก่ตัวกันมาแล้ว แม้รายชื่อเหล่านั้นไม่สมบูรณ์นัก แต่มันก็แสดงให้เห็นแนวทางของเราระดับหนึ่ง และเราควรเห็นอย่างแจ่มชัดอีกว่าด้านหนึ่งของโครงสร้างเหล่านี้ฝังรากอยู่ในกิเลสส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความโลภ โกรธ เกลียด ความอวดดี การแข่งขัน ความลุ่มหลงมัวเมา ความกลัว ความกังวล ความเหนื่อยหน่าย ความน่าตื่นเต้น และอีกมากมายที่เกิดขึ้นกับปัจเจกบุคคล และในขณะเดียวกันโครงสร้างอันแข็งแกร่งแห่งกิเลสและความเห็นแก่ตัวนี้ มันก็ส่งผลสะเทือนมาสู่เราในฐานะปัจเจกบุคคลอย่างรุนแรงใหญ่หลวง มันทำให้ความโลภมากอยากได้ ความโกรธและขลาดกลัวเกิดง่ายยิ่งขึ้นในตัวเรา ซึ่งอาจพูดได้ว่า อนุสัย (ความเคยชินของกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน) ก็มีในสันดานของสังคมอย่างเต็มที่ ระหว่างโครงสร้างความเห็นแก่ตัวที่อยู่ในพวกเรากับโครงสร้างกิเลสและความเห็นแก่ตัวที่ถูกสร้างขึ้นในสังคม มันมีปฏิสัมพันธ์มีพลวัตและอิงอาศัยเป็นเหตุปัจจัยต่อกัน นี้เป็นหนทางหนึ่งที่เราสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุแห่งทุกข์ทางสังคมได้ และแนวทางนี้ไม่ได้ปฏิเสธประสิทธิภาพของการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงและชาย และด้านนิเวศวิทยาแต่อย่างใด หากเราเพียงแต่พยายามมองปัญหาเหล่านี้ด้วยเป้าหมายทางจิตวิญญาณและศีลธรรมเท่านั้น ต่อไปเราอาจเชื่อมโยงแนวทางนี้ด้วยการวิเคราะห์อย่างเหมาะสมบนพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ขบวนการสิทธิสตรี มานุษยวิทยาและอื่นๆ ซึ่งคงประกอบด้วยวิธีการและรายละเอียดอีกมาก

พยายามปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความไม่รู้ (อวิชชา) :สาเหตุดั้งเดิมแห่งทุกข์" โปรดติดตามครับ

เอกสารอ้างอิง: อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล

เพื่อ ให้บทความแต่ละตอนมีความเด่นชัดขึ้น จึงได้พยายามเสาะหาคำอธิบาย บทความ หรือทัศนวิจารณ์ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาประกอบซึ่งท่านสามารถติดตามด้วย ลิงค์ของบทความที่น่าสนใจและที่เกี่ยวข้องกับบทความตอนนี้ได้ดังต่อไปนี้

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ดังนี้

ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำสอนทางพุทธศาสนาที่ละเอียดลึกซึ้งในเรื่องกิเลส อัตตา อุปาทาน และสาเหตุอื่นๆ แห่งความทุกข์นั้นเป็นเครื่องมือซึ่งมนุษย์ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะออกไปจากความยุ่งยากนี้ ขอพวกเรามาประยุกต์คำสอนเหล่านี้กลับไปสู่รากเหง้าของปัญหาสังคม กลับไปสู่รูปแบบอันหลากหลายแห่งทุกข์ทางสังคมที่ปรากฎอยู่ ในข้อเขียนนี้ข้าพเจ้าจะพยายามทำด้วยเช่นกันโดยมีพื้นฐานอยู่ในทัศนะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยทำไว้

โลกทัศน์ง่ายๆ ที่ใช้ตรวจสอบสาเหตุและรากเหง้าแห่งทุกข์ของสังคมก็คือ "ความเห็นแก่ตัว" เมื่อเราวิเคราะห์ความทุกข์ในส่วนบุคคลโดยใช้หลักปฏิจจสมุปบาท (การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) เราจะเห็นว่าทั้งหมดนั้นมันเกี่ยวเนื่องอยู่กับวิธีคิดที่ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือความเห็นแก่ตัวของเรานั่นเอง ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราตรวจสอบปัญหาสังคม เราก็พบว่ามันมีรากเหง้าอยู่ในความเห็นแก่ตัวของสังคมหรือสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่า "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ในที่นี้ความเห็นแก่ตัวหมายถึง การเป็นห่วงกังวลอยู่แต่เรื่องของตัวเอง ครอบครัวของตัวเอง หรือกลุ่มของตัว (บริษัท ชนชั้น ศาสนา ผิว เชื้อชาติ หรือสโมสรกีฬา) คนเช่นว่านี้จะไม่ใส่ใจต่อความจำเป็นและความเป็นอยู่ของผู้อื่น หรือแม้แต่ไปไกลถึงขนาดเจตนาทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดเมื่อถึงคราวไม่สามารถควบคุมความเห็นแก่ตัวได้ การวิเคราะห์ทางพุทธศาสนาเห็นว่า ความเห็นแก่ตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากตัณหา (ความอยาก) และอุปาทาน ความยึดมั่นว่ามี "ตัวฉัน" หรือ "อัตตา" เป็นผู้อยาก สื่งนี้เหล่านี้ทำให้เกิดการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว และภาวะทางจิตที่เต็มไปด้วยตัวตนที่เห็นแก่ตัว ความเกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นเหตุปัจจัยนี้ เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นในระดับส่วนรวมในลักษณะของตัณหาความอยากซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในสังคมของเรา รูปแบบที่แน่นอนของความยึดมั่นถือมั่นจึงเกิดขึ้นในโครงสร้างทางสังคม เรามีเอกลักษณ์ร่วมกันระดับหนึ่งต่อผิวสี ภาษา ศาสนา ประวัติศาสตร์ ลัทธิ และอื่นๆ เราได้กำหนดตัวตนขึ้นมาแล้วเราเห็นแก่ตัวในระดับตัวตนร่วมนั้น ซึ่งบางครั้งเราเรียกขานกันในนาม "ผลประโยขน์แห่งชาติ" ผลประโยชน์แห่งชนชั้น หรือผลประโยชน์อะไรก็ตามแล้วแต่จะอ้าง สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิด "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว" ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะตรวจสอบค้นหาร่วมกันที่นี่

คำที่มีความหมายเดียวกันกับ "ความเห็นแก่ตัว" ในภาษาบาลีก็คือคำว่า "กิเลส" (ความสกปรกโสโครกที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองและสูญเสียความบริสุทธิ์) ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถหยิบยกเอากิเลสแม่บทที่เราต้องสืบสวนและถอนรากเหง้าในการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา มาใช้ในการตรวจสอบโครงสร้างทางสังคมได้เช่นกัน สิ่งนี้ทำให้เราสะดวกมากขึ้นและยังเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์อันทรงพลัง อีกทั้งยังมีพื้นฐานด้านจิตวิญญาณและศีลธรรม

ปะติดปะต่อกันเป็นตอนๆ น่ะครับ ตอนต่อไปท่านสันติกโรภิกขุจะกล่าวถึง "ความโลภ (โลภะ) : ทุนนิยม บริโภทนิยม" โปรดติดตามครับ

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์

จากความตอนที่แล้วท่านสันติกโรภิกขุได้กล่าวถึง "พุทธยาน" ลำดับต่อไปท่านฯจะกล่าวต่อถึงเรื่อง "การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์" ดังนี้

ข้าพเจ้าอยากวิเคราะห์อริยสัจจ์สี่แต่ละข้อสืบไป ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อวิสัยทัศน์แห่งธัมมิกสังคมนิยม ทว่าจะไม่ลงลึกในรายละเอียดของการวิเคราะห์สาเหตุด้านในของความทุกข์ แม้ว่าสิ่งนี้จะมีการกล่าวถึงอยู่เนืองๆ เพราะจุดมุ่งหมายของเราในที่นี้ คือ ๑) ทุกข์ของสังคม ๒) สาเหตุแห่งทุกข์ของสังคมหรือของส่วนรวม ๓) คือสิ่งที่รู้จักกันในนามธัมมิกสังคมนิยม ซึ่งเป็นที่ที่ความทุกข์ถูกกำจัดหรืออย่างน้อยก็ทำให้เหลือน้อยลง และ ๔) หนทางที่เราสามารถเดินไปด้วยกันเพื่อประจักษ์แจ้งต่อธัมมิกสังคมนิยม หรือสิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "ธัมมิกสังคมนิยม" อย่างไรก็ตาม เครื่องมือพื้นฐานในการวิเคราะห์ก็ยังคงเป็นอันเดิมไม่ว่าในแง่มุมแห่งทุกข์จะถูกกล่าวถึงในแง่ไหน

เพื่อที่จะสำรวจเข้าไปในอริยสัจจ์ข้อแรกของสังคม ข้าพเจ้าอยากจะทบทวนรูปแบบบางด้านของความทุกข์ทางสังคมอย่างสั้นๆ โดยการสันนิษฐานว่าทุกคนที่นี่ต่างก็คุ้นเคยกับปัญหาเหล่านี้ แม้จะไม่ลึกลงไปในรายละเอียดมากนัก แต่อย่างน้อยเราก็ยังคงต้องสัมผัสถึงบางส่วนของความทุกข์ ก่อนที่จะเข้าไปสู่สาเหตุของมันเพราะการทำอย่างนี้ จะทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่าการประกาศตัวแห่งความทุกข์ในหลายๆ ลักษณะนั้น มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างไร (อิทัปปัจจยตา)

ตลอดข้อเขียนชิ้นนี้ เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่เราเรียกว่า "ปัญหาทางสังคม" นั้นไม่สามารถแยกออกจากสิ่งที่เรียกว่า "ทุกข์ส่วนบุคคล" อันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างความทุกข์ที่แสดงตัวอยู่ในตัวเราในฐานะปัจเจกชนซึ่งส่งเสริมและร่วมกันก่อปัญหาต่อสังคมส่วนรวมที่เราสังกัดอยู่ และในทางกลับกัน ก็จะเห็นว่าโครงสร้างทางสังคมที่แสดงตัวอยู่ในปัญหาของส่วนรวมนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเราในหลายๆ ทางอย่างไร ดังนั้นมันจึงส่งเสริมให้เกิดความทุกข์ภายในส่วนตัวบุคคล อย่างที่กำลังกัดกร่อนพวกเราอยู่ แม้ว่าเป้าหมายของข้อเขียนนี้จะพูดถึงความทุกข์พื้นฐานทางสังคม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือมีความสำคัญมากไปกว่า "ความทุกข์ของปัจเจกบุคคล"

ปัญหาที่โดดเด่นและกำลังระบาดอยู่ทั่วทั้งโลก คือ ลัทธิบริโภคนิยม อันเป็นชุดหนึ่งของปัญหาที่สามารถจัดกลุ่มอยู่ภายใต้หัวข้อปัญหาศีลธรรม วัฒนธรรมและคุณค่า เมื่อผู้คนไม่สามารถยืนอยู่บนปัญญาวัฒนธรรมและประสบการณ์ของตัวเขาเองได้อีกต่อไป แต่มัวไปแสวงหาความสุขและความพอใจในสิ่งที่เป็นวัตถุทีผลิตและโฆษณาโดยวัฒนธรรมแห่งการบริโภค สิ่งนี้จึงสร้างปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย เช่น การล่มสลายของชุมชน เป็นต้น เมื่อแต่ละครอบครัวต่างพุ่งเป้าเฉพาะไปที่ความสุขสบายส่วนตัวและความอยากได้ในสินค้ามากเท่าไร พวกเขาก็จะมีความปรารถนาในการให้เวลาและความพยายามที่จะดำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบและความผูกพันธ์ฉันท์มิตร ซึ่งเป็นตัวหล่อเลี้ยงสนับสนุนความเป็นชุมชนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น เราจึงพบว่าการล่มสลายของชุมชนจะมาพร้อมๆ กับการแพร่ขยายของลัทธิบริโภคนิยมและลัทธิอุตสาหกรรม ความเสื่อมโทรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หากยังดำเนินต่อไป จากระหว่างครอบครัวต่อครอบครัว ก็รุกรานเข้าไปสู่บุคคลที่อยู่ภายในครอบครัวเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ระดับของความเป็นปัจเจกเพิ่มสูงเกินไปจนหมกมุ่นครอบงำ ผู้คนดังกล่าวก็ไม่สามารถหล่อเลี้ยงความผูกพันภายในครอบครัวไว้ได้ หรือทำได้ก็แต่เพียงผิวเผินเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในสังคมสมัยใหม่ปัจเจกชนทั้งหลายซึ่งตกหลุมพรางแห่งความเป็นปัจเจกสุดขั้ว (Hyper-individuality) กำลังทรมานกับความแปลกแยกที่เพิ่มมากขึ้นทุกที ซึ่งไม่เฉพาะกับครอบครัวหรือชุมชนเท่านั้น แต่แปลกแยกแม้กระทั่งร่างกายและความรู้สึกของตัวเอง

การบริโภคอย่างโอหังบังอาจที่คิดว่า เราสามารถเป็นเจ้าของหรือควบคุมธรรมชาติได้นั้น ทำให้พวกเราแปลกแยกจากโลกแห่งธรรมชาติ อันเป็นผืนโลกที่เราถือกำเนิดและเป็นโลกที่เราไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้ ความแปลกแยกทางจิตใจ ทางอารมณ์และทางจิตวิญญาณนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างมหาศาล เช่น ปัญหามลพิษ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัญหาการสาบสูญไปของสัตว์ป่าและผืนป่าที่ยังไม่ได้บุกเบิก ปัญหาประชากรล้นโลก ปัญหาความน่าเกลียดสกปรกของเมืองและชานเมือง ปัญหาการสูญเสียเผ่าพันธุ์และความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังและเกี่ยวโยงกับปัญหาเหล่านี้ก็คือ โลกทัศน์ที่มองสรรพสิ่งเป็นแต่เพียงผลประโยชน์ชั่วแล่นหรือมองเห็นเฉพาะคุณค่าทางด้านวัตถุเท่านั้น และบ่อยครั้งที่จะเห็นเป็นแค่เม็ดเงิน อย่างเช่น เมื่อป่าไม้ถูกมองเห็นเป็นเพียงแผ่นกระดาษเป็นธนบัตร มนุษย์กลายเป็น "ผู้บริโภค" ซึ่งหมายถึง ต้องสอดคล้องกับอำนาจซื้อที่มีอยู่ อันเป็นรายได้มหาศาลที่ถูกขูดรีดเอาไป ด้วยกระบวนการลดทอนคุณค่าของมนุษย์เช่นนี้ เราจึงถูกทำให้แปลกแยกทางจิตวิญญาณซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งเป็นปัญหาอันมหึมาที่แสดงตัวในรูปความล่มสลายของศาสนาและศีลธรรมในปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่พุทธศาสนา

ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกันคือ ความไร้สมรรถภาพของการศึกษาในการบ่มเพาะศีลธรรมและคุณค่าทางศาสนธรรมให้แก่มนุษย์ ซึ่งปรากฏในรูปขยะความรุนแรงอันไร้ความยั้งคิดซึ่งขาดคุณค่าด้านมนุษยธรรมท่วมท้นอยู่เต็มไปหมดตามจอโทรทัศน์และสนามบิน การปราศจากความโปร่งใส ขาดความซื่อสัตย์ ขาดการตรวจสอบ และการไร้ความเป็นผู้นำทางการเมือง ผู้คนจำนวนหนึ่งที่ทำเงินก้อนมหาศาลจากตลาดการเงิน หากไม่ผลิตอะไรเลยพอที่จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แต่กลับดูดซับเอาทรัพยากรเป็นจำนวนมหาศาลโดยผ่านการเก็งกำไรจากการซื้อขายหุ้น การซื้อขายเงินตราล่วงหน้า พันธบัตร ราคาสินค้า และอีกหลายรูปแบบที่รู้จักกันในนามการลงทุน การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของคนพื้นเมืองในหลายๆ พื้นที่ ความรุนแรงและความอยุติธรรมทางเพศ และอีกมากมายเหลือคณานับ

โปรดติดตามตอนต่อไป "โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว"

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน เค้าโครงแห่งอริยสัจจ์สี่

เค้าโครงแห่งอริยสัจจ์สี่

เค้าโครงพื้นฐานของข้อเขียนชิ้นนี้อยู่ในรูปของอริยสัจจ์สี่ เนื่องจากท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้ใช้อริยสัจจ์สี่เป็นเค้าโครงพื้นฐานในการแสดงความคิดของท่านอยู่เสมอ ดังนั้นข้าพเจ้าจะพยายามทำในสิ่งเดียวกัน การทำอย่างนี้เราจะได้รับประโยชน์หลายทางทีเดียว ประการแรก จะทำให้เราอยู่ในร่องในรอยและมุ่งตรงไปยังเป้าหมายของพระพุทธศาสนานั่นคือ การดับทุกข์ การตั้งเป้าไปยังหน้าที่พื้นฐานของพุทธศาสนา จะป้องกันเราจากการพลัดหลงไปสู่จุดประสงค์อื่นที่เป็นเรื่องรองออกไป ซึ่งมักเกิดขึ้นอยู่เสมอรวมทั้งในหมู่พวกเราเอง ซึ่งเป็นชาวพุทธที่ทำงานเพื่อสังคม (Engaged Buddhists) ประการที่สอง อริยสัจจ์สี่เป็นคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงประดิษฐ์คิดค้นขึ้นอย่างประณีตแยบคาย เพราะฉะนั้น การใช้วิธีนี้จึงทำให้เรามีพื้นฐานอยู่ในความคิด ประสบการณ์ และคำสอนของพระพุทธองค์โดยตรง มากไปกว่านั้น อริยสัจจ์สี่เป็นเค้าโครงที่สมบูรณ์ เข้าใจได้ง่าย และยังครอบคลุมแง่มุมที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ปัญหาหรือความจริงใดที่เราเผชิญหน้าอยู่ อย่างเช่น การค้นพบแห่ง ธัมมิกสังคม ที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน อีกทั้งเป็นเค้าโครงที่ตั้งอยู่บนเหตุผล ซึ่งพวกเราสามารถคิดค้น สืบสวน และวิเคราะห์เข้าไปในรายละเอียดอันลึกซึ่งเท่าที่เราต้องการ และอริยสัจจ์สี่นั้นเป็นไปตามกฏเกณฑ์ ทนต่อการพิสูจน์ และยังมีรากเหง้าเดิมอยู่ในประสบการณ์ของมนุษย์ ประการสุดท้าย สรรพชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้นต่างก็มีความทุกข์เสมอหน้ากันทั่วทั้งสากลจักรวาล

ถึงแม้พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคำสอนอันนี้ ทว่าต่อพวกเราบางคนอาจจำเป็นที่จะต้องประเมินกันอีกครั้งหนึ่งว่า เราเข้าใจอริยสัจจ์สี่ในฐานที่เป็นวิธีการของพุทธศาสนาในการแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ ในการทำอย่างนี้ท่านได้เขียนเสียใหม่และสรุปไว้เป็นสำนวนสั้นๆ ในรูปของคำถามเหล่านี้

ตัวปัญหาคืออะไร.....คืออะไร?

สาเหตุของมันคืออะไร.....จากอะไร?

เป้าหมายหรือความดับของมันคืออะไร.....เพื่ออะไร?

เราจะมีวิธีการไปสู่เป้าหมายนั้นอย่างไร.....โดยวิธีใด?

อริยสัจจ์ข้อแรก ชี้ให้เราเห็นถึงปัญหา ว่ามีปัญหาซึ่งเรียกร้องให้เราอยู่ในฐานะเป็นหน้าที่ของมนุษย์และฐานะเป็นชาวพุทธที่ทำงานเพื่อสังคม ประการที่สอง ปัญหาแต่ละปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีเหตุและเป็นปัจจัย หากเราต้องแก้ไขให้ลุล่วงไป สิ่งนี้ก็ต้องมีการสำรวจสืบค้นและทำความเข้าใจกันต่อไป ประการที่สาม ที่สุดแล้วปัญหาเหล่านี้มีจุดจบ หมายถึง มีภาวะหรือความเป็นจริงซึ่งสามารถเข้าถึงในการทำให้ปัญหานั้นไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป บางครั้งท่านอาจารย์พุทธทาสพูดถึงสิ่งนี้ว่าเป็นเป้าหมายของปัญหา ตัวอย่างเช่น เป้าหมายของความทุกข์จะชี้ให้เราเห็นว่า ภาวะและความเป็นจริงแห่งความสิ้นทุกข์นั้นมีอยู่ นั่นคือ พระนิพพาน และประการที่สี่ คือ วิถีทางที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้ลุล่วงไป ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เราต้องปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในการถอดถอนปลดเปลื้อวสาเหตุของปัญหาเหล่านั้น เพื่อที่จะประจักษ์แจ้งต่อจุดสิ้นสุดของปัญหา

แม้พวกเราซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับเค้าโครงนี้ แต่ด้วยความเคยชินจึงเกิดการบิดเบือนขึ้น อย่างบางคนไปเจาะจงเป็นเฉพาะบุคคลมากเกินไป ขณะที่บางคนเห็นเป็นนามธรรมหรือครอบจักรวาลมากไป ในการตอบคำถามนี้ ข้าพเจ้ามีข้อเสนอแนะเล็กน้อยเพื่อช่วยให้พวกเราสามารถใช้เค้าโครงของอริยสัจจ์สี่อย่างถูกต้อง อย่างในพระสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าเป็น ความทุกข์ของฉัน หรือ ความทุกข์ของเขา แต่ตรัสว่า ความทุกข์นั้นมีอยู่ เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักในข้อเท็จจริงนี้และไม่เจาะจงเป็นตัวบุคคลมากเกินไป กระทั่งกลายเป็นเรื่อง ความทุกข์ของฉัน และ การกำจัด ความทุกข์ของฉัน พุทธศาสนิกชนหลายท่านตกอยู่ในหลุมพรางอันนี้ นี่คือเหตุผลพื้นฐานว่าทำไม เขาจึงไม่สนใจยุ่งเกี่ยวกับความทุกข์อันมากมายที่ห้อมล้อมเขาอยู่ทั้งโลก ข้อสังเกตอันนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมหลายคนที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท จึงจมอยู่กับการปฏิบัติเฉพาะแต่ตัวเขาเอง โดยปราศจากการเข้าร่วมในความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของสังคม

ส่วนอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมี ผู้ทำดี อยู่มากมาย พวกนี้ชุลมุนวุ่นวายอยู่กับการช่วยผู้อื่นในการกำจัดปัดเป่า ความทุกข์ของเขาทั้งหลาย เราจะพบคนเหล่านี้มากมายในโลกนักเคลื่อนไหวทางสังคม บ่อยครั้งที่เขาสนใจอยู่แต่ความทุกข์ของผู้อื่นมากเกินไป มากจนถึงระดับที่เขาลืมที่จะมองเข้าสู่ภายใน และเห็นความทุกข์ที่อยู่ภายในตัวเขาเอง ดังนั้นเราจึงต้องหลีกเลี่ยงหลุมพรางแห่ง ทุกข์ของท่าน หรือ ทุกข์ของพวกเขา ด้วย มิฉะนั้นเราจะสับสนหากเชื่อว่า ความทุกข์นั้นสามารถหยิบฉวยหรือแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ได้ เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงภาวะยุ่งยากสับสนทั้งสองฝ่ายดังกล่าว

ติดตามตอนต่อไป.....
พุทธยาน

เอกสารอ้างอิง: อริยสัจจ์สี่ห่งธัมมิกสังคมนิยม, สันติกโรภิกขุ เขียน, จิรธัมม์ แปล
Weblinks:
  1. อริยสัจจ์สี่ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่ dhammajak.net
  2. อริยสัจจ์สี่ โดย องค์ดาไล ลามะ ตอนที่ 1/4 ตอนที่ 2/4 ตอนที่ 3/4 ตอนที่ 4/4

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ตอน เนื้อเรื่อง

อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม ท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ภาค คือ
  1. ภาคต้น (ทุกข์ของสังคมและรากเหง้า)
  2. ภาคปลาย (ธัมมิกสังคมนิยมและการดับทุกข์)
ซึ่งก็คือท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้ทำการแบ่งตามหลักอริยสัจจ์สี่นั่นเอง โดยในภาคต้นประกอบด้วยหมวดทุกข์และสมุทัย (ทุกข์ต้องกำหนดรู้และเหตุให้เกิดทุกข์ต้องละ) ส่วนในภาคปลายประกอบด้วยหมวดนิโรธและมรรค (ความดับทุกข์ต้องทำให้แจ้งและข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ต้องเจริญให้มากๆ)

ภาคต้น ท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้แยกหัวข้อย่อยออกเป็น
  • เค้าโครงแห่งอริยสัจจ์สี่
  • พุทธยาน
  • การประกาศตัวทางสังคมของความทุกข์
  • โครงสร้างแห่งความเห็นแก่ตัว อันประกอบไปด้วย 1. ความโลภ (โลภะ) ทุนนิยม บริโภคนิยม 2. ความโกรธ (โกธะ) ลัทธิทหารและความอยุติธรรม 3. ความเกลียดชัง (โทสะ) ลัทธิเหยียดสีผิว ชนชั้นวรรณะ และลัทธิอภิสิทธิ์ชน 4. ความกำหนัด ทะเยอทะย่น (ราคะ) ปัญหาโสเภณี การบันเทิง การท่องเที่ยวและธุรกิจ 5. มายาคติด ความลุ่มหลง (โมหะ) การศึกษาและสื่อสารมวลชน 6. การแข่งขัน ทุนนิยม การกีฬา และวิถีชีวิต 7. ความกลัว (ภยะ) เวชกรรมการแพทย์ และศาสนา 8. ลัทธิอคติทางเพศ กิเลสทุกชนิด
  • ความซับซ้อนยุ่งยากแห่งลัทธิ
  • ความไม่รู้ (อวิชา) สาเหตุดั้งเดิมแห่งทุกข์
ภาคปลาย ท่านอาจารย์สันติกโรภิกขุได้แยกหัวข้อย่อยออกเป็น
  • โครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วยธรรมะ
  • อริยมรรคทางสังคม 12 ประการ คือ 1. ศาสนาที่ถูกต้อง 2. การศึกษาที่ถูกต้อง 3. การนำที่ถูกต้อง 4. องค์กรและรัฐบาทที่ถูกต้อง 5. การสื่อสารที่ถูกต้อง 6. วัฒนธรรมที่ถูกต้อง 7. ความรู้สึกทางเพศ (กามารมณ์) และครอบครัวที่ถูกต้อง 8. เศรษฐกิจที่ถูกต้อง 9. นิเวศวิทยาที่ถูกต้อง 10. การละเล่นที่ถูกต้อง 11. การตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง 12. สังฆะและความเป็นเอกภาพที่ถูกต้อง
  • ทรัพยากรมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
ตอนต่อไปจะดำเนินเรื่องในภาคต้น ตอนที่ 01

หนังสือเรื่องอริยสัจจ์สี่ที่เขียนโดยภิกษุต่างชาติมีหลายเล่ม แต่ที่พอหามาได้ มีที่นี่
หนังสือด้านพระพุทธศาสนาที่ได้วางตลาดในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในอเมริกา) ลองดูได้ที่นี่

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ธัมมิกสังคมนิยม ตอน เกริ่นเรื่อง

ห่างหายจากบล็อคไปนานทีเดียวด้วยฝุ่นการเมืองและความขัดแย้งในสังคมไทยได้ก่อเกิด แต่เป็นสิ่งดีด้วยจะเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ดีขึ้น ครานี้จึงปรารถนาจะช่วยเสริมพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีเท่าที่จะสามารถกระทำได้ จึงเห็นว่าบล็อคนี้จะเป็นแห่งที่และหนทางหนึ่งในการแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้ที่พอหาได้แก่สังคม
แล้วแอบไปเห็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง (ในไม่กี่เล่มที่อ่านจบ) เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม ลองเสาะหาในอินเตอร์เนตก็มีเรื่องราวนี้อยู่น้อยมาก จึงตั้งใจจะเอามาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมบนอินเตอร์เนต หนังสือนี้ชื่อว่า "อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม" ซึ่งเขียนโดย พระอาจารย์สันติกโรภิกขุ (เป็นภาษาอังกฤษ) และแปลโดย ท่านจิรธัมม์ พระอาจารย์สันติกโรภิกขุได้เขียนเรื่องนี้ในลักษณะขยายความ วิเคราะห์ด้วยหลักอริยสัจจ์สี่และแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเพิ่มเติมจากหนังสือที่ท่านพุทธทาสภิกขุเรื่อง "ธัมมิกสังคมนิยม" อันเป็นแนวทางหนึ่งที่สังคมไทยน่าที่จะยิบยกขึ้นพิจารณาเพื่อจะได้ตระหนักและตระหนกต่อความทุกข์ของตนและของสังคมที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังขยายวงพัฒนาออกไปอย่างไร้การควบคุม ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรแล้วสภาวสังคมที่เป็นสุขสามารถคาดหวังได้มากน้อยแค่ไหนแล้วจะทำกันอย่างไรเราจึงจะได้มา
ด้วยเห็นว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและต้องการจะเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ จึงต้องอนุญาตจากพระอาจารย์สันติกโรภิกขุไว้ในที่นี้ด้วย ประโยชน์อันใดที่เกิดขึ้น กุศลอันใดที่ปรากฎขอให้ตกแด่พระอาจารย์สันติกโรภิกขุและคณะที่ได้จัดทำหนังสือเล่มนี้
ท่านพุทธทาสได้เขียนบันทึกบางส่วนเกี่ยว "ธัมมิกสังคมนิยม (แท้จริง)" ด้วยลายมือไว้ดังนี้
0 ครอบงำสิ่งมีชีวิตทุกระดับ (มนุษย์ - สัตว์ - พืช)
0 วัฒนธรรมทางจิตสูงสุดเมือมนุษย์รู้สึกว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นเพื่อน เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย แก่กันและกัน
0 ธัมมิกสังคมนิยม ต้องมีเพราะธรรมขาติสร้างสิ่งมีชีวิตมาสำหรับอยู่กันเป็นหมู่
0 การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ เป็นองค์ประกอบแงค์หนึ่งของความอยู่รอดของสังคมสัตว์
0 ธัมมิกสังคมนิยม มีเพราะการทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนา (เพียง ๒ ศาสนา) อย่างเพียงพอ
0 ถ้าคาร์ลมาร์กรู้พุทธศาสนา ก็จะไม่พูดว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด เพราะมันเป็นเพียงบางศาสนาเท่านั้น
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2542 ท่านอาจหาซื้อได้จากร้านขายหนังสือทั่วไป เช่น ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ร้านซีเอ็ดฯ ร้านนายอินทร์ ธรรมสภา หรือที่สวนโมกขพลารามจังหวัดสุราษฎร์ฯ เป็นต้น
ตอนต่อไปจะเริ่มดำเนินเรื่องตามหนังสือ "อริยสัจจ์สี่แห่งธัมมิกสังคมนิยม"